<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-4480254480839686156</id><updated>2011-12-04T00:31:13.014-08:00</updated><title type='text'>มนตราหิมาลัย....</title><subtitle type='html'></subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://maythawenew.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4480254480839686156/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://maythawenew.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>เมธาวี เลิศรัตนา</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08911828304642179150</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>8</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4480254480839686156.post-8386067079255094070</id><published>2009-04-19T05:27:00.000-07:00</published><updated>2009-04-19T05:54:20.969-07:00</updated><title type='text'>Quantum Consciousness / Orch Or</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;Orchestrated Objective Reduction of Quantum Coherence&lt;/span&gt; in Brain Microtubules: The "Orch OR" Model for Consciousness&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;A New Marriage of Brain and Computer - Why 'The Singularity" Is Bogus&lt;br /&gt;ขอเชิญชวนผู้อ่านที่สนใจติดตามบล็อกนี้ดู google talk ไปพลางก่อนนะคะ ไว้เมื่อจักรวาลจัดสรรแล้ว เราจะมาคุยกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;object width="425" height="344"&gt;&lt;param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/aw9Jo5qNCsQ&amp;hl=en&amp;fs=1"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="allowFullScreen" value="true"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="allowscriptaccess" value="always"&gt;&lt;/param&gt;&lt;embed src="http://www.youtube.com/v/aw9Jo5qNCsQ&amp;hl=en&amp;fs=1" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="262" height="222"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4480254480839686156-8386067079255094070?l=maythawenew.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://maythawenew.blogspot.com/feeds/8386067079255094070/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://maythawenew.blogspot.com/2009/04/quantum-consciousness-orch-or.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4480254480839686156/posts/default/8386067079255094070'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4480254480839686156/posts/default/8386067079255094070'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://maythawenew.blogspot.com/2009/04/quantum-consciousness-orch-or.html' title='Quantum Consciousness / Orch Or'/><author><name>เมธาวี เลิศรัตนา</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08911828304642179150</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4480254480839686156.post-363417984868987007</id><published>2009-04-05T20:11:00.000-07:00</published><updated>2009-04-05T22:36:33.847-07:00</updated><title type='text'>ความทรงจำ ความฝัน ความคิดคำนึง</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_vpHqe7e1BZQ/SdmOelCWyNI/AAAAAAAAACQ/jR764jL2GoM/s1600-h/jung.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 194px; height: 276px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_vpHqe7e1BZQ/SdmOelCWyNI/AAAAAAAAACQ/jR764jL2GoM/s320/jung.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5321441090704165074" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีหนังสือคาร์ล กุสตาฟ ยุง ความทรงจำ ความฝัน ความคิดคำนึง ...​(ฉบับแปลโดยพจนา จันทรสันติ) วางอยู่ข้างๆ ...หนังสือเล่มนี้ไม่เคยห่างจากตัวมาได้สามสี่วันคืนแล้ว อ่านต่อจาก surely you're joking Mr. Feynman ..และมันก็น่าแปลกจริงๆ ที่ฟายน์แมน จบหนังสือเล่มสำคัญของเขาด้วยเรื่องราว งานวิจัย  rat running  ของคาร์ล ยุง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฟายน์แมนเป็นนักฟิสิกส์ทั้งเนื้อทั้งตัว ทั้งหัวใจและจิตวิญญาณ เขาเขียนบทสุดท้ายเล่าถึงการ ไปเยือนอิซาเลน (คล้ายกับอาศรมฯ ต่างๆ) ว่าช่างเป็นสถานที่ๆ มีความงดงามทางธรรมชาติ เขาไปแช่บ่อน้ำร้อนที่อยู่ริมทะเล ร่วมกับหนุ่มๆ แห่งอิซาเลน แล้วจู่ๆ ก็มีหญิงสาวเดินเปลือยกายเข้ามา ชายหนุ่มทุกคนหันไปมองแล้วก็สัมผัสได้ว่าทุกคนคิด ๆๆ ด้วยความปั่นป่วน รุมเร้า ว่าจะเข้าไปหาสาวแสนสวยเซ็กซี่คนนี้ยังไง ฟายน์แมนก็เช่นกัน เขาครุ่นคิด... แต่แล้วก็มีหนุ่มคนหนึ่งเอ่ยขึ้นว่า เขามาเรียนนวดอยู่ที่นี่ เสนอนวดตัวให้สาวคนนั้น.. แล้วหญิงสาวก็ตอบ Yes!!! โอ้โห...ฟายน์แมนประทับใจในสุดยอดอภิมหามุก ในการจีบสาวแบบถึงเนื้อถึงตัวภายในไม่มีกี่นาทีของหนุ่มอิซาเลน ขณะเดียวกันก็เก็บความคั่งแค้นไว้ในใจ เมื่อหญิงสาวล้มตัวลงนอนเหยียด ยาวบนเบาะริมบ่อน้ำร้อน ชายหนุ่มเริ่มลูบไล้ สัมผัสจากหัวแม่เท้าของสาวเจ้า แล้วบอกว่า นั่นเป็นจุดที่เชื่อมโยงกับ ต่อมพิทาทูอิ ฟายน์แมนไม่อาจควบคุมตัวเองได้อีกต่อไป เขาโพล่งออกไปว่าประมาณ ..บ้ารึเปล่า ไอ้ต่อมบ้านั่นน่ะอยู่ห่างไกลจากหัวแม่ตีนเยอะเลย อะไรประมาณนี้ ... ได้ผล สองหนุ่มสาวมองกลับมาที่เขาด้วยสายตาปานจะกินเลือดกินเนื้อ เขาจึงจำต้องทำทีเป็นนั่งหลับตาตามลมหายใจ อาบไล้ร่างด้วยสายลมแสงแดดต่อไป ทำใจให้สงบไว้... &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฟาย น์แมน บอกว่าอิซาเลนในมุมมองของเขานั้นเป็น "แอร์พอร์ตอันทันสมัยเพรียบพร้อม แต่ขาดอยู่เพียงอย่างเดียวก็คือ เครื่องบินที่จะมาลงที่นี่"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขาเปรียบเปรยว่ามีผู้คนมากมายพยายาม ชักนำความเป็นจริงทางวิทยาศาสตร์ ให้เข้ามาหา "ความเชื่อ" ของตัวเอง ของพวกนักจิตนิยมทั้งหลาย และกล่าวยกย่องงานวิจัยเรื่องหนูวิ่งของ คาร์ล กุสตาฟ ยุง ว่าเป็นสุดยอดงานวิจัยที่เป็นวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ ยุง มีความเชื่อเรื่องจิตวิญญาณ อย่างชัดเจนที่สุด แต่เมื่อยุงทำงาน เขามี  rat running  อยู่ในเนื้อในตัวเสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ่อของยุงเป็นอนุศาสนาจารย์ นิกายโปแตสแตน พ่อจบปริญญาเอกด้านปรัชญาแต่พ่อก็ยุติความทะเยอทะยานในอันที่จะก้าวสู่ความ รุ่งโรจน์ด้วยการแต่งงานกับแม่แล้วมาเทศนาสั่งสอนอยู่ในโบสถ์เล็กๆ ของเมืองเล็กๆ ที่ยุงถือกำเนิด (ปู่ของยุงเป็นลูกนอกสมรสของเกอเธ่ด้วย)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยุง อาจจะเป็นหนึ่งในเด็กพิเศษรึเปล่าก็ไม่รู้นะ วัยเด็กที่ยุงเล่าไว้ ตั้งแต่อายุสักประมาณ 6 เดือน จนถึง 18 ปี ปฐมวัยถึงวัยเรียนนั้น อ่านแล้วเป็นที่สุดแห่ง synchronicity โดยแท้ การเล่นในวัยเยาว์ที่เป็นเสมือนประตูเข้าสู่จิตไร้สำนึก ทั้งยังค้นพบภายหลังด้วยว่ามีสัญญลักษณ์ที่เป็นหนึ่งเดียวกับพิธีกรรมอัน ศักดิ์จากยุคบรรพกาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่ออ่านเรื่องความสัมพันธ์ของยุงกับฟรอยด์ ก็พบความเหลื่อมซ้อนในความสัมพันธ์ของยุงกับพ่อด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยุง เล่าว่าพ่อของเขานั้นเกิด "วิกฤติศรัทธา" อย่างหนักในช่วงสองปีสุดท้ายก่อนที่จะเสียชีวิต ทะเลาะเบาะแว้งกันอย่างรุนแรงในแทบจะทุกครั้งที่พบเจอ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึึ้นก็คือ ยุงจะจี้คำถามตรงไปที่ศรัทธาพ่อตลอดเวลา เมื่อพ่อตอบไม่ได้ก็กลายเป็นความรุนแรง เป็นความพยายามที่จะ "ปกป้อง" แม้กระนั้นพ่อก็ยังพร้อมเสมอในอันที่จะ "เสียสละ" ทุกอย่างเพื่อให้ยุงได้ขึ้นไปถึงยอดเขาสูง และในบั้นปลายชีวิตพ่อก็อ่านงานของซิกมุนด์ ฟรอยด์ อีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในความ สัมพันธ์กับฟรอยด์ ยุงสัมผัสได้ว่าฟรอยด์เองก็ไม่พ้นความพยายามสร้างป้อมปราการเพื่อ "ปกป้อง" ในสิ่งที่ตนไม่รู้ เช่นเดียวกับพ่อของเขา ทั้งที่ฟรอยด์ก็แสดงออกชัดแจ้งว่าต่อต้านศาสนา แต่เขากลับรุนแรง จริงจัง ในอันที่ตั้งเรื่อง "เพศ" เอาไว้เป็นแกนกลางทุกอย่าง จนกระทั่งกลายเป็นความ "ศักดิ์สิทธิ์" (แต่ก็เป็นความศักดิ์สิทธิ์ที่จะต้องปกป้อง)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยุงเองรู้สึกเสมอมาว่าฟรอยด์พยายามจะสร้างให้เขากลายเป็นป้อมปราการที่แข็งแกร่ง ทั้งสายตาที่มองมาประหนึ่งว่าเขา (ซึ่งตอนนั้นอายุประมาณยี่สิบกว่าปี) เป็นพ่อของฟรอยด์ (ผู้อาวุโสกว่าทั้งวัยวุฒิ คุณวุฒิ และประสบการณ์) แต่ในขณะเดียวฟรอยด์ก็หมกมุ่นกับความคิดที่ว่ายุงพยายามทำ "มรณะเจตนา" (การฆ่าทางจิต) เพื่อฆ่าเขา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยุงก็ไม่รู้ว่าทำไมจึงเกิดเสียงดัง สนั่นขนาดเสียงปืนขึ้นที่บ้านของเขาหลังจากที่พ่อตายไปได้ไม่นาน และแล้วโต๊ะเก่าแก่ที่ทำด้วยไม้แข็งก็แตกร้าว หรือว่ามีดที่ทำจากเหล็กชั้นดีถึงได้แตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยทั้งๆ ที่ไม่มีวัตถุใดไปกระทำ ต่อหน้าต่อตาแม่และยุงที่ยืนอยู่ตรงนั้นแล้ว เสียงดังสนั่นนั้นก็มาเกิดขึ้นอีกครั้งบนชั้นหนังสือของฟรอยด์ขณะที่เขาและฟ รอยด์กำลังถกกันอย่างดุเดือด ปรากฏการณ์เสียงนั้นทำให้ฟรอยด์ถึงกับตะลึงงันไป แล้วยุงก็ยังพูดขึ้นว่ามันจะดังขึ้นอีกครั้ง (ทั้งที่เขาเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองนั้นรู้ได้อย่างไรว่ามันจะดังขึ้นอีก) แล้วมันก็ดังขึ้นอีกครั้งจริงๆ .... ผู้อ่านคงจะพอเดาได้ใช่ไหมว่าฟรอยด์รู้สึกอย่างไรกับยุงที่นอกจากจะไม่ยอม เป็นป้อมปราการปกป้องความ "ไม่รู้" ให้แล้ว ยังกลายเป็นความลึกลับน่าหวาดกลัวซึ่งฟรอยด์ไม่อาจจะหยั่งถึงอีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อ ยุงตีพิมพ์งานชิ้นสำคัญซึ่งทำให้ความสัมพันธ์ของเขาและฟรอยด์ขาดสะบั้นลง ยุงก็ต้อง "เริ่มต้นใหม่" ด้วยความเคว้งคว้างและอ่อนแอในบท "เผชิญจิตไร้สำนึก" ...เขาให้ผู้ป่วยตีความความฝันด้วยตัวของพวกเขาเอง เพราะยุงเชื่อว่า ความฝันเป็นการสื่อสารจากจิตไร้สำนึกของผู้ฝัน ดังนั้นจิตสำนึกของผู้ป่วยเป็นผู้รับสารตรง จะต้องตีความหมายเอง (เขาพิสูจน์แล้วในตีความความฝันร่วมกันกับฟรอยด์และเขาก็พบว่าเขาหลอกฟรอยด์ ได้จริงๆ) อย่างไรก็ตาม ณ ยุคสมัยของเขานั้น ยุงยกย่องว่าฟรอยด์เป็นผู้บุกเบิก เป็นคนแรกที่เปิดยุคสมัยของจิตวิทยาจิตไร้สำนึก ฟรอยด์นำเอา "จิต" เข้ามาสู่วิถีของการบำบัดรักษา ฟรอยด์รู้จักและเข้าใจผู้ป่วยของเขาอย่างแท้จริงและอย่างที่ไม่เคยมีใครเคย ทำมาก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยุงกลับไป "เริ่มต้นใหม่" ที่ "การเล่น" เมื่อเขาอายุ 11 ขวบ เขาใช้เวลาในช่วงว่างจากงานเล่นสร้างเมืองเล็กๆ จากเศษวัสดุ หิน กิ่งไม้ ฯลฯ และก็ไม่ทิ้งเรื่อง "ความฝัน" และประตูทั้งสองบานนี้เองที่เปิดให้จิตไร้สำนึกสื่อสารแบบหลั่งไหลเข้าหาเขา รวดเร็ว ถั่งถม จนจดบันทึกไว้แทบไม่ทันเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; เรื่องการเล่นในปฐมวัยน่าสนใจมากจริง เมื่อคืนอ่าน "เผชิญจิตไร้สำนึก" แล้วมึนตึ๊บไปเลย (ก็คงต้องมึน เพราะยุงเองก็มึนหนักจนเกือบจะข้ามเส้นเป็นบ้าหรือบุคคลิกภาพแปรปรวนไปเลย เหมือนกัน เขาต้องคอยย้ำ คอยป้องเทียนเล่มน้อยแห่งจิตสำนึกเอาไว้ บอกตัวเองบ่อยๆ ว่าเรียนจบมหาบัณฑิต เป็นหมอ มีการงานต้องทำ มีคนไข้ต้องดูแล มีภรรยาและลูกๆ กระทั่งถึงกับต้องย้ำเรื่องบ้านเลขที่กันเลยทีเดียว ยิ้มกว้างๆ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยุง ในช่วงปฐมวัยนั้น เขาเล่าว่าเกิดความทรงจำเป็นห้วงขณะหนึ่งๆ เขาบรรยายถึงสภาวะ ณ ขณะนั้นๆ ได้อย่างนวลเนียน ละมุนละไม อย่างเช่นสีสรรค์ของแสงที่สะท้อนกับหลังคาเปลรถเข็นเด็ก หรือกลิ่นเส้นผมของพี่เลี้ยงที่อุ้มเขาพาดบ่า รสของขนมปังที่จุ่มนมสดกรุ่นๆ ชุดผ้าดำพิมพ์ลายรูปจันทร์เสี้ยวของแม่ ช่วง 6 เดือนแรกจนถึงหกขวบนี้ ยุงหวาดกลัวโบสถ์คาทอลิกที่แม่พาไปชม แต่ยุงก็ชอบบรรยากาศในโบสถ์ของพ่อเฉพาะช่วงคริสต์มาส นอกนั้นน่าเบื่อหน่าย เขาดื่มด่ำกับพิพิธภัณฑ์มากกว่า (ป้าพาไปและอยู่จนถึงเวลาปิดพิพิธภัณฑ์ เด็กน้อยยุงยืนดูสัตว์สตัฟฟ์ โบราณวัตถุ ปฏิมากรรมภาพเปลือย อย่างละเอียดละออ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในวัยประมาณสามสี่ขวบ ได้เกิดนิมิตครั้งแรก อันเป็นนิมิตที่เปี่ยมความหมายและเขาจำมันได้อย่างแจ่มชัด เขาฝันว่าวิ่งไปในทุ่งหญ้ากว้างและพบหลุมลึกรูปสี่เหลี่ยมอยู่กลางทุ่งนั้น พอเขาเดินลงไปก็พบโถงขนาดใหญ่ในวิหาร กับผ้ากำมะหยี่ปูลาดทางเดินสีแดง ไปสู่บันลังก์ทองซึ่งมีลึงค์ขนาดยักษ์นั่งอยู่บนบันลังก์นั้น (ในวัยสามขวบเขาไม่รู้ว่าเจ้าท่อนไม้ปลายเปิดรับแสงนี้อะไร เขาเกิดความหวาดกลัวเพราะคิดว่ามันคือตัวกินมนุษย์)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยุงเริ่มจำได้ ว่าเล่นอะไรบ้างก็อายุสักประมาณเจ็ดแปดขวบ เขาชอบเล่นก่ออิฐ เอามาสร้างเป็นหอคอยเสร็จแล้วก็ทำลายมันลงด้วย "แผ่นดินไหว" แปดถึงสิบเอ็ดขวบชอบวาดรูปการรบ สงคราม ปิดล้อม ยิงถล่ม ช่วงนี้เป็นช่วงที่พ่อแม่แยกห้องนอนกันและยุงก็เริ่มไปโรงเรียน นิมิตในช่วงนี้ก็จะน่าประหวั่นพรั่นพรึง เหมือนกับสิ่งของหรือสัตว์ที่เขาเห็นในฝันจะค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นและกดทับเขา แล้วเขาก็ป่วยด้วยโรคคอตีบเทียม หายใจติดขัด ที่โรงเรียนเขาก็ดีใจที่มีเพื่อนแต่ก็เล่าว่าเวลาอยู่กับเพื่อนเขารู้สึกสูญ เสียความเป็นตัวของตัวเอง ดูเหมือนว่าความแก่นแก้ว ก้าวร้าวจะค่อยๆ แทรกเข้ามาในบุคคลิกภาพของเขา เขาพาเพื่อนไปเล่นก่อไฟ ช่วยกันเก็บไม้ฟืนมาเติมเชื้อไฟให้ลุกโชนและเขาเท่านั้นที่จะเป็นผู้ดูแลไฟ และเมื่อมีโอกาสได้อยู่ตามลำพัง เขาจะนั่งอย่างสงบบนก้อนหินก้อนหนึ่ง ครุ่นคิด จินตนาการไปว่า "ฉันนั่งอยู่บนก้อนหินนี้ และมันอยู่ข้างล่างฉัน" แต่หินก็อาจจะคิดว่า "ฉันอยู่บนเนินนี้และเขามานั่งทับฉัน" แล้วก็เกิดคำถามกับตัวเองว่าตกลงฉันคือคนที่อยู่บนก้อนหินหรือฉันคือหินที่ เขานั่งทับอยู่ ยุงจำได้ว่าเขารู้สึกฉงนจนต้องลุกขึ้นมายืนครุ่นคิดว่าเขาคือใครกันแน่ เขากับก้อนหินมีความสัมพันธ์กันอย่างลี้ลับและเขาสามารถนั่งดื่มด่ำอยู่กับ ปริศนาที่มิอาจไขขานนี้อยู่ได้นานนับชั่วโมง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดูเหมือนช่วงเก้าขวบ พ่อแม่จะกลับมาคืนดีกัน แล้วยุงก็ได้น้องสาวที่อายุห่างกันเก้าปี...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยุง เริ่มเบื่อหน่ายโรงเรียน โดยเฉพาะคณิตศาสตร์ พีชคณิต ยุงสับสนเรื่องการนับจำนวนตัวเลข และการใช้สัญญลักษณ์เพื่อแทนค่า (แอปเปิ้ล ดอกไม้ ฯลฯ) แล้วนำมาคำนวณตามสูตรคณิตศาสตร์ แต่ที่เขาบอกว่าหงุดหงิดที่สุดก็คือประโยคคณิตศาสตร์ อย่าง a=b และ b=c ดังนั้น a=c เพราะโดยคำจำกัดความ a ก็หมายถึงสิ่งที่ต่างจาก b อยู่แล้ว ดังนั้นจะเอา a กับ b ไปเทียบว่าเท่ากันได้ยังไง การบอกว่า a=b ก็เป็นการโกหกหน้าด้านๆ พอๆ กับที่ครูบอกว่าเส้นขนานสองเส้นจะไปบรรจบกันที่จุดอนันต์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วเพื่อน นักเรียนคนอื่นๆ ก็ทำทีเหมือนกับว่า "เข้าใจ" เรื่องเหล่านี้ ส่วนยุง "ไม่มีความสามารถเชิงคณิตศาสตร" ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เขาไม่เข้าใจเลยว่าครูเขียนสัญญลักษณ์ขยุกขยิกบ้าบออะไรลงบนกระดานดำ หนำซ้ำ ในวิชาวาดเขียน ครูพยายามให้เด็กๆ วาดภาพตามแบบ ขณะที่ยุงกำลังสนุกสนานกับภาพในจินตนาการ ความสามารถทางศิลปะก็เลยถูกตัดสินว่าสิ้นไร้ไปด้วยทันทีที่ครูเอาหัวแพะมา ตั้งเป็นแบบให้ยุงวาด เขาสิ้นหวังกับโรงเรียนแล้ว และเมื่อเพื่อนคนหนึ่งมาผลักเขาจนล้มหัวฟาดขอบทางเท้า ในขณะที่หัวกำลังจะกระแทกพื้นนั้น ยุงแวบขึ้นมาว่า คราวนี้จะได้ไม่ต้องไปโรงเรียนอีกแล้ว ทั้งแกล้งนอนสลบอยู่นานกว่าที่ควรจะเป็นเพื่อเป็นการแก้แค้นเพื่อนคนนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากนั้นยุงก็จะสลบทุกครั้งที่ต้องไปโรงเรียน หรือต้องทำการบ้านที่ไม่อยากทำ เขาไปโรงเรียนไม่ได้อีกต่อไป พ่อต้องเที่ยวออกปรึกษาหมอหลายแห่งเพื่อรักษาอาการล้มพับสลบเหมือดของเขา แต่หมอทุกคนก็พากันเกาหัว ช่วงเวลาที่ไม่ต้องไปโรงเรียนนี้ยุงมีความสุขกับธรรมชาติ ลานหิน สายน้ำ ป่ากว้าง สมุดบันทึกของพ่อ หนังสือที่มีอยู่ในบ้านเป็นอันมากขณะที่อีก ส่วนหนึ่งของยุงบอกตัวเองว่า เขาสงสารพ่อแม่ที่ต้องเสียเงินทองไป ขณะที่เขาเอาแต่เพลิดเพลินสนุกสนาน และเมื่อแอบไปได้ยินพ่อคุยกับเพื่อนสนิทว่า พ่อเป็นห่วงอนาคตของเขามากเพียงใด เขาก็เลยบอกว่าตัวเองจะเลิกสลบซะที แล้วจะกลับไปเรียนอีกครั้ง ความพยายามจะเรียนหนังสือในช่วงนี้ก็ยังต้องฝืนกับอาการสลบอยู่เป็นพักๆ แต่ความตั้งใจจริงที่จะเรียน ก็ทำให้อาการสลบค่อยๆ ทิ้งช่วงห่างขึ้นเรื่อยๆ จนหายขาดกลับไปเรียนได้ ยอมรับฟังครู ยอมเข้าใจ เท่าที่เพื่อนนักเรียนคนอื่นๆ เข้าใจกันได้ ยุงแทบจะกำหนดได้เลยว่าเขาต้องการให้คะแนนสอบในแต่ละวิชาออกมาเป็นที่เท่า ไหร่ของห้องดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และเมื่อเกิดความเบื่อหน่ายการเรียนการสอนในโรงเรียน ขึ้นอีก ยุงก็แกะสลักปลายด้านหนึ่งของไม้บรรทัดเป็นตุ๊กตาไม้ ชายชุดดำ ... เขาใส่ชายชุดดำนี้ไว้ในกล่องดินสอ พร้อมเสื้อผ้า และหินที่ระบายสีครึ่งก้อน เอาซ่อนไว้ในที่ลับใต้เพดาน ซึ่งมีเขาคนเดียวเท่านั้นที่จะรู้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งที่ได้จากการอ่านยุงไปครึ่งเล่มแล้วนี้จริงๆ ก็เป็นเรื่องที่รู้สึกว่าตัวเองจะฝึกอ่อนโยนกับฝันให้มากขึ้น ยุงย้ำว่า ความฝันคือความพยายามในการสื่อสารของจิตไร้สำนึก สู่จิตสำนึก ... จิตไร้สำนึกอันกว้างใหญ่ไพศาลประหนึ่งมหาสมุทร ขณะที่จิตสำนึกนั้นอาจเปรียบได้เพียงน้ำหยดเดียว หากเราใช้ชีวิตจำกัด รับรู้อยู่ในขอบเขตเพียงเท่าที่จิตสำนึกบอกเรา ปิดกั้นเพียงแค่นั้น ชีวิตเราก็คงจะคับแคบ อึดอัดและน่าเวทนานัก เราคงไม่อาจจะตอบคำถามที่มีความหมายอย่างเช่น เกิดมาทำไม หรือในแต่ละขณะ แต่ละสภาวะของของชีวิต ก็ไม่รู้ว่าทำอย่างที่ทำไปทำไม เพื่ออะไร ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การ อ่อนโยนกับความฝันในทางปฏิบัติซึ่งเมบอกเล่าได้ตอนนี้ก็คือการที่จิตสำนึก รับรู้ จดจำความฝันให้ได้ก่อน (จิตไร้สำนึกพยายามสื่อสารตลอดเวลาเพียงแต่เราไม่เปิดรับฟังเท่านั้นเอง) ไม่ว่าจะเป็นฝันกลางวันหรือหลับฝันตอนกลางคืน &lt;br /&gt;สอง จำได้แล้วก็อย่าพึ่งไปตัดสินว่าเป็นฝันดีหรือฝันร้าย (การด่วนสรุปตีความเร็วๆ อาจจะทำให้ละเลยรายเอียดที่สำคัญๆ บางประการไป ค่อยๆ อ่านค่อยๆ เคี้ยวให้กระบวนการย่อยฝันเป็นไปอย่างละเมียดละมัย)&lt;br /&gt;สาม (อันนี้ส่วนตัว เป็นการบอกตัวเองมากกว่า) การตื่นขึ้นในฝัน ด้วยความหึกเหิม ก้าวร้าวว่า ถือว่าตัวสามารถควบคุมความเป็นไป สิ่งแวดล้อมต่างๆ ในฝันได้ ก็อาจจะไม่ใช่ความอ่อนโยน ไม่เคารพในสารจากจิตไร้สำนึกเพียงพอ การสื่อสารอาจหยุดลงหรือชะลอลงได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนหนึ่งที่ยุงเล่า เขาได้พบกับครูที่มาในความฝัน เขารู้อย่างชัดเจนว่าครูไม่ได้ "เป็น" หรือ "มาจาก" การสร้างแห่งจิตของเขา เขาน้อมให้ครูเพราะ "สำนึก" ว่าครูไม่ใช่เขา (อย่างไรก็ตามขอละไว้ในฐานที่ไม่รู้ว่าครูอาจจะมาจากหรือเชื่อมโยงอย่างแนบ แน่นกับระดับไร้สำนึกหรือไม่?)&lt;br /&gt;บุคคลิกภาพของคนไข้จิตเภทที่อยู่ในความ ดูแลของยุงก็สอดแทรกเข้ามา "เป็น" ตัวเขาเป็นครั้งคราว ยุงรู้ว่านั่นไม่ใช่ตัวเขา ไม่ใช่ความคิดและบุคคลิกภาพของเขาเลย แต่เขาก็ไม่อาจปฏิเสธ หรือตอบรับทันทีทันใดได้ ต้องอาศัยเวลาในการที่จะค่อยๆ สอดบรรสาน ประหนึ่งค่อยๆ ถักทอจนเป็นเนื้อเดียวมากกว่าที่ทาบเข้ามาทั้งผืน ... นั่นอาจเป็นเหตุให้การบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการปรากฏของครู กับการสอดแทรกทางบุคลิกภาพของคนไข้นั้นมีความต่างอย่างชัดเจนทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความฝันของยุงซึ่งเขาตีความว่า บุคคลิกภาพหมายเลขหนึ่ง (บุคคลิกภาพที่ชัดเจนที่สุดของเขา) เฝ้าประคองเทียนแห่ง "จิตสำนึก" เพราะมีเพียงแสงจากเทียนเล่มน้อยนี้เท่านั้น ที่จะส่องให้เห็นว่าเงาของเราเองไม่ใช่ปีศาจร้ายที่ไหน.....&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วก็มาถง "หอคอย" ... เป็นข้อเขียนที่งดงามโดยแท้จริง ช่วงชีวิตวัยหลังเกษียรณ ของคาร์ล ยุง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขาสร้างหอคอยหินขึ้นมาท่ามกลางมวลหมู่แมกไม้และสารธาร หอคอยแห่งนี้ไม่มีไฟฟ้า น้ำประปา หรือเครื่องมื่อสื่อสารใดๆ ยุงบอกว่าเทคโนโลยีใหม่ๆ รบกวนวิญญาณบรรพชน ยุงบรรยายเสมือนหนึ่งว่าเขาได้อัญเชิญจิตวิญญาณบรรพชนทั้งมวลมาหลอมรวมกัน ไว้ หอคอยถูกสร้างขึ้นหลังจากที่แม่เสียชีวิตไปได้สองเดือน ค่อยๆ สร้าง ค่อยๆ ทำ แกะสลักหิน ก่อประกอบ ตัดฟื้น แบกน้ำ หุงหาอาหาร ด้วยมือของเขาเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะ เดียวกันก็ศึกษา ค้นคว้า เรื่องราวบรรพชน และพบว่าความ"เป็น" เนื้อเป็นตัวของท่านทั้งหลายล้วนถูกสืบสานอยู่ในตัวเขา เขากำลังทำงานที่บรรพชนส่งทอดสืบต่อกันมา ไม่มีอะไรที่เป็นของเขาเด็ดขาด เบ็ดเส็ด อย่างความสามารถในการแกะสลักหิน ก็พบว่ามันอยู่ในเลือดเนื้อของปู่ผู้สร้างตราประจำตระกูลขึ้นมาใหม่ หรือกระทั่งความเป็นแพทย์ก็อยู่ในรุ่นก่อนทวดซึ่งมีชื่อเดียวกับเขา "ดร.คาร์ล ยุง" และอีกคนหนึ่งที่ประวัติสูญหายไป ซิกมุนด์ ยุง ... จนกระทั่งถึงพ่อกับแม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อ่านแล้วทึ่งมาก เป็นสายธารที่สืบเนื่องมา กว่าจะเป็นคาร์ล กุสตาฟ ยุง คนนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แรก ทีเดียวเขาสร้างหอคอยอยู่กับครอบครัว แต่หลังจากที่ภรรยาเสียชีวิตไป เขาอยู่คนเดียวเป็นส่วนใหญ่ (ลูกสาวยุงบอกว่า พ่ออยู่ที่นั่นได้อย่างไร มีแต่โครงกระดูทั้งนั้น...ยุงบอกว่าลูกสาวคนนี้มีญาณพิเศษ ด้วยเธอไม่เคยรู้เรื่องราวอะไรก่อนหน้า แต่พอขุดลงไปก็พบเจอซากโครงกระดูกของทหารฝรั่งเศสมากมายอยู่ใต้ดินรอบๆ บริเวณแห่งนั้น) และยุงก็ยังบอกด้วยว่าเขาฝากจิตวิญญาณ งานแห่งชีวิต ไว้กับหิน... อื่ม... นึกถึงชื่อ ดร.สโตน ขึ้นมาเลย..&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้งหนึ่งที่ยุงเล่าเรื่องตอนที่เขาป่วย หัวใจวาย ขาหัก เข้าโรงพยาบาล ขณะที่กำลังจะเข้าสู่ความตาย เขาเกิดนิมิตว่า ไปลอยอยู่นอกโลก แต่ก็ไม่ไกลขนาดที่จะเห็นโลกทั้งใบ เขาเห็นเพียงส่วนโค้งของทรงกลม แล้วบรรยายถึงความงาม แสงสีฟ้าของทะเล สีแดงของทะเลทราย ... งดงาม แจ่มกระจ่าง... แล้วเขาก็เห็นมีก้อนหินขนาดใหญ่ลอยผ่านมา ก้อนหินนั้นมีลักษณะคล้ายอุกาบาต แต่ทว่าเมื่อมองใกล้ๆ กับกลายเป็นประหนึ่งวิหาร มีนักพรตฮินดู ห่มขาว นั่งสมาธิอยู่ภายใน แต่พอเข้าผ่านเข้าไป การผ่านเข้าไปนั้นเป็นประหนึ่งการลอกคราบอันเจ็บปวด ความสัมพันธ์กับโลกทั้งมวลขาดสะบั้นลง .. ภายใน เขาได้พบกับรูปปรากฏของหมอเอช(หมอที่ดูแลอาการป่วยของยุงอยู่) ในภาพกษัตริย์สมมุติเทพ มาบอกให้เขากลับไป เพราะงานของเขามีความสำคัญมาก หมอยอมแลกและพร้อมที่ไปแทนเขา...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อยุงฟื้นคืนกลับมา เขารู้สึกขาดจากโลก ความเจ็บปวดในการลอกคราบตอนละโลก กลายเป็นความสูญเปล่า ยุงต้องกลับมาอีก เขาบอกหมอเอชทันทีที่เจอว่าให้หมอระวังตัว เพราะหมอจะต้องตาย ด้วยจิตไร้สำนึกของหมอได้พบกับเขาแล้ว หากจิตสำนึกของหมอยังไม่อาจเชื่อมโยงหรือรับรู้ในเรื่องดังกล่าว หมอเอชไม่เข้าใจคิดว่าเพ้อเพราะพิษไข้ แล้วหมอก็จากไปจริงอย่างปัจจุบันทันด่วนในวันแรกที่ยุงลุกขึ้นนั่งบนเตียงคน ป่วยได้เอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนี้แชร์กับน้องๆ หิ่งห้อยไปหลังจากเล่าเรื่องนี้ให้ฟังว่า จิตสำนึกที่ไม่อาจเชื่อมโยงกับจิตไร้สำนึกนั้นถูกดับได้ในบัดดล ด้วยจิตสำนึก แสงเทียนอันริบหรี่ที่ถูกจุดขึ้นมานั้นก็เพื่อรับรู้ ส่องแสง ให้ "เขา" (จิตไร้สำนึก?) ได้เห็นและรู้ตัวของเขาเอง เขาทรงพลังอำนาจเกินกว่าที่จิตสำนึกอันน้อยนิดจะจินตนาการได้ เขาเป็นเหตุแห่งการเกิด การดำรงอยู่ และสอดแทรกติดต่ออยู่เสมอ ในหลายๆ ครั้งที่ยุงย้ำว่าความขัดแย้งระดับต่างๆ ของจิตสำนึกกับจิตไร้สำนึก ส่งผลให้เขาเกิดเจ็บป่วยขึ้นมาได้ในบท "การเดินทาง"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วก็ถือส่วนของปัจฉิมพินิจชื่อ "หวนคำนึง" ให้ใหญ่ฟังตอนห้าทุ่ม ชอบบทนี้มาก ด้วยยุงเปิดใจอย่างจริงแท้ ทั้งได้ความรู้สึกลึกๆ ของเขา ยุงผู้โดดเดี่ยว ...จบบทนี้แล้วตามด้วยจดหมายของฟรอยด์ถึงยุง ยิ่งซาบซึ้งนัก ฟรอยด์รับยุงเป็นบุตรบุญธรรมและแต่งตั้งให้เขาเป็น "มงกุฎราชกุมารทางความคิด ทางจิตวิญญาณ" แต่ยุงกลับบอกว่า เขาจะไม่ใช้ชีวิตเป็นกำแพงปกป้องความไม่รู้ของใครหรือผู้ใดทั้งนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในหวนคำนึง ยุงยอมรับว่าเขานั้นโดดเดี่ยว "ข้าพเจ้าได้ทำให้ผู้คนขัดเคืองใจเป็นจำนวนไม่น้อย เพราะในทันทีที่พบว่า พวกเขามิได้เข้าใจ ข้าพเจ้าก็จะเลิกใส่ใจทันที ข้าพเจ้าจำเป็นต้องรุดหน้าต่อไป และหาได้มีความอดทนกับผู้คนไม่ นอกจากคนไข้ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจำเป็นจะต้องเคารพกฏเกณฑ์ภายในซึ่งดำรงอยู่และไม่เปิดโอกาสให้มี เสรีภาพที่จะเลือก แม้ว่าจะมิได้เชื่อฟังทุกครั้งก็ตาม เพราะเราจะมีชีวิตอยู่โดยปราศจากความไม่คงเส้นคงวาได้อย่างไรกัน" ... (ยุงเรียกว่า "ความไม่คงเส้นคงวาอันศักดิ์สิทธิ์") ... "สำหรับคนบางคนแล้ว ข้าพเจ้ามักจะอยู่ร่วมด้วยและสนิทสนมใกล้ชิดกับเขานานตราบเท่าที่เขายัง สัมพันธ์กับโลกภายในของข้าพเจ้า แต่แล้วข้าพเจ้าก็อาจมิได้ดำรงอยู่กับเขาอีกต่อไป ด้วยเหตุที่ไม่มีจุดเชื่อมโยงระหว่างเราเหลืออยู่อีก"....&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยุงพูด คล้ายกับว่า หากความเชื่อมโยงภายในลึกๆ ระดับไร้สำนึกดำรงอยู่ ความแปลกแยกแตกต่างก็จะเป็นเพียง "บุคคลิกภาพแห่งปัจเจก" แต่หากความเชื่อมโยงภายในระดับไร้สำนึกไม่ดำรงอยู่แล้ว นั่นเป็นการเปิดพื้นที่ให้แก่ "อัตตา"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในวัยเยาว์ ยุงรู้สึกว่าเขาค่อยๆ แบ่งแยกจากบรรดาพืชพรรณ ส่ำสัตว์ เมฆหมอกควัน และวันคืนเพื่อเข้าหาความเป็นตัวเองอย่างช้าๆ ตรงกันข้ามกับวัยชราซึ่งยุงบอกว่า "ยิ่งข้าพเจ้าไม่แน่ใจในตนเองเพียงใด ความรู้สึกสนิทสนมชิดเชื้อกับสรรพสิ่งก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นเพียงนั้น อันที่จริงแล้ว ดูเหมือนว่าความแปลกแยกซึ่งกั้นขวางข้าพเจ้าออกจากโลก ได้โยกย้ายแปรเปลี่ยนเข้ามาสู่โลกภายใน และได้เผยให้ข้าพเจ้าเห็นถึงความแปลกแยกกับตนเองอย่างคาดไม่ถึง"......&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_vpHqe7e1BZQ/SdmUMQsJNkI/AAAAAAAAACY/40ZEMRFn9xA/s1600-h/Jungmandala.jpg"&gt;&lt;img style="cursor:pointer; cursor:hand;width: 198px; height: 200px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_vpHqe7e1BZQ/SdmUMQsJNkI/AAAAAAAAACY/40ZEMRFn9xA/s200/Jungmandala.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5321447373074413122" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;แม่แบบแห่งปัจเจกภาพ .. มณฑลอันศักดิ์สิทธิ์&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4480254480839686156-363417984868987007?l=maythawenew.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://maythawenew.blogspot.com/feeds/363417984868987007/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://maythawenew.blogspot.com/2009/04/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4480254480839686156/posts/default/363417984868987007'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4480254480839686156/posts/default/363417984868987007'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://maythawenew.blogspot.com/2009/04/blog-post.html' title='ความทรงจำ ความฝัน ความคิดคำนึง'/><author><name>เมธาวี เลิศรัตนา</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08911828304642179150</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_vpHqe7e1BZQ/SdmOelCWyNI/AAAAAAAAACQ/jR764jL2GoM/s72-c/jung.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4480254480839686156.post-5652499285754931760</id><published>2009-02-03T20:28:00.000-08:00</published><updated>2009-02-03T23:55:22.512-08:00</updated><title type='text'>sum over histories</title><content type='html'>ผลรวมของอดีต อันรวมศักยภาพความเป็นไปได้ทั้งหมดทั้งมวล  The sum over all possibilities and sum over histories: The path integral formulation of quantum theory&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พื้นฐานความแตกต่างระหว่างฟิสิกส์คลาสิกกับควอนตัมฟิสิกส์ก็คือความจริงที่ว่า ในโลกควอนตัมนั้น การคาดการณ์อันเที่ยงแท้แน่นอนเป็นเพียง “ความน่าจะเป็น, ศักยภาพของความเป็นไปได้”&lt;br /&gt;ตัวอย่างเช่น อนุภาคซึ่งออกจากเวลา A (tA) –time A ซึ่งมีตำแหน่ง ณ จุด A จะเดินทางไปยังจุด B ในเวลา B (tB) –time B&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_vpHqe7e1BZQ/SYka6JCVzmI/AAAAAAAAACA/XQQsPzdeRCk/s1600-h/pfad1.png"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 127px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_vpHqe7e1BZQ/SYka6JCVzmI/AAAAAAAAACA/XQQsPzdeRCk/s320/pfad1.png" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5298796022738570850" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;อนุภาคเดินทางจุด A ไป B&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในฟิสิกส์คลาสิกนั้นเราจะให้คำตอบที่แน่นอนได้ โดยขึ้นอยู่กับเงื่อนไขชั้นต้นของอนุภาคอย่าง อัตราความเร็วและแรงขับเคลื่อน แต่คำตอบกลับเป็นไปได้ทั้ง “ใช่” และ “ไม่ใช่” ในทางควอนตัม มันเป็นเพียงแค่ศักยภาพความเป็นไปได้ที่อนุภาคในคำถามนั้นจะถูกตรวจพบ (ถูกสังเกต) ณ ตำแหน่ง B ในเวลา tB&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รูปฟอร์มที่สมบูรณ์ (ใช้การได้) ได้ถูกคิดค้นขึ้นโดยนักฟิสิกส์ชาวอเมริกัน ริชาร์ด ฟายน์แมน เป็นเครื่องมือในการคำนวณศักยภาพความเป็นไปได้ของ กลศาสตร์ควอนตัม สูตรของฟายน์แมนถูก ประยุกต์กับการเดินทางของอนุภาคจาก A ไป B  ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขั้นที่ 1: ไตร่ตรองถึงความเป็นไปได้ทั้งหมดที่อนุภาคจะเดินทางจากจุด A ไปยัง B ไม่เพียงแต่ในความเป็นเส้นตรงที่น่าเบื่อหน่ายเท่านั้น แต่มันยังมีความเป็นไปได้ที่จะหมุนวนกลับเป็นวงและวิ่งไปทุกทิศทางเบี่ยงเบนไปโดยรอบด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_vpHqe7e1BZQ/SYkbPF63f8I/AAAAAAAAACI/yjSfqFnJnzc/s1600-h/pfad2.png"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 127px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_vpHqe7e1BZQ/SYkbPF63f8I/AAAAAAAAACI/yjSfqFnJnzc/s320/pfad2.png" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5298796382679171010" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;อนุภาคเดินทางจาก A ไป B ตามหนทางอันแตกต่างหลากหลาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภาพวาดแสดงซึ่งหนทางที่อนุภาคเลือก มันแสดงให้เห็นหกรูปแบบและอีกอเนกอนันต์ ของความเป็นไปได้ (ยังไม่แสดงถึงการไปเยี่ยมนิวยอร์ก อูลันบาตอร์ ดวงจันทร์ หรือกาแลคซี่ แอนโดรเมดร้า) ก่อนที่มันจะมาถึงเป้าหมายปลายทางของมัน ที่สุดท้ายซึ่งไม่ใช่ท้ายที่สุด มันไม่เคยหยุดให้ข้อมูลเกี่ยวกับอัตราการเคลืี่อน ที่เลย ตอนแรกอนุภาคเคลื่อนที่เป็นแนวโค้ง ซึ่งอาจจะเดินทางเร็วมาก (หันมองตามก็อาจจะคอหักตายได้) หรืออาจช้ายิ่งกว่า หอยทากคืบคลาน หรือในอีกทางหนึ่ง ทางอื่นๆ ซึ่งต่างอย่างสมบูรณ์แบบ เป็นอนันต์ของความเป็นไปได้อื่นๆ จากในขั้นแรกไปสู่ทุกๆ หนทางจาก A ไป  B ไม่ว่าจะประหลาดล้ำลึกสักแค่ไหนเราก็อาจจะได้เห็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขั้นที่สอง คือเชื่อมโยงกับแต่ละความเป็นไปได้เหล่านี้ (ไม่เฉพาะแค่จำนวนที่เราเรียนในโรงเรียน แต่เรายังไม่มีอารมณ์กับความแตกต่างเหล่านั้นในตอนนี้) ในที่สุดจำนวนก็ถูกเชื่อมต่อ กับความเป็นไปได้ (ที่เราต่อเข้าไป) บ้างก็ผ่าน บ้างก็หักล้างกัน บ้างก็เพิ่มขึ้น (ผู้อ่านอาจนึกถึงคลื่นที่เคลื่อนไปถูกช่องทางแล้ว มันคือตัวอย่างของปรากฏการณ์การสอดแทรก) ผลรวมบอกเราถึงความน่าจะเป็นในการสังเกตอนุภาคซึ่งถูกส่งออกจากจุด A ไปยัง จุด B ในเวลาเฉพาะเจาะจงหนึ่ง นักฟิสิกส์เรียกว่าเป็นผลรวมของความเป็นไปได้ทั้งหมดทั้งมวล หรือผลรวมทั้งหมดของอดีต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม การคำนวนเส้นทางทั้งหมดอาจจะเป็นเหมือนมายากล ดังตัวอย่างการนำฟิสิกส์อนุภาค มาจากการรวมกันของทฤษฎีควอนตัมกับสัมพันธภาพพิเศษ การรวมแนวทางสำคัญ เพื่อคำนวนหาความเป็นไปได้ของการส่งผลซึ่งกันและกันของอนุภาค ในเส้นทางที่วางไว้ให้ แต่ถูกตรวจจับได้ ทั้งมีความเป็นระเบียบพอที่จะคำนวน ซึ่งจำเป็น ต้องอาศัยมายากลทางคณิตศาสตร์ ทุกๆ แห่งซึ่งมีสูตรฟายน์แมนจะต้องมีพิกัดเวลา (t) อยู่ด้วย &lt;br /&gt;และ t นี้ก็มีส่วนประกอบรวมคือ i ที่เรียกว่าเป็นหน่วยจิตนาการ (imaginary unit) คือสัญลักษณ์ทางพีชคณิตซึ่งจำกัดความโดยยกกำลังสองลบหนึ่ง (ผลของ i.t เรียกว่า เวลาในจิตนาการ “imaginary time”) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การแทนที่ดังกล่าวดูจะไม่ค่อยเป็นธรรมชาติและไม่น่าเป็นไปได้ แต่มันก็กลับเป็นความสอดคล้อง ที่จะเปลี่ยนพิกัดเวลาไปสู่อีกความเป็นอื่นของพิกัดตำแหน่ง ความจริงที่เกิดขึ้นก็คือสูตรฟายน์แมน สามารถให้คำตอบที่ถูกต้อง ได้รับการพิสูจน์อย่างแน่ชัดแล้วโดยสองนักฟิสิกส์คณิตศาสตร์ Konard Osterwalder จากสวิสเซอร์แลนด์และ Rober Schrader จากเยอรมัน พวกเขาได้ทำการพิสูจน์ทฤษฎี โดยแสดงให้เห็นถึงว่าคุณสมบัติของทฤษฎีควอนตัมและสัมพันธภาพสามารถร่วมกันโดยใช้&lt;br /&gt;สูตรฟายน์แมน บนเวลาในจินตนาการหวลมามองกาลอวกาศเดิม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แนวทางการหลอมรวม เป็นประหนึ่งการกลิ้งไปบนทฤษฏีที่แข่งขันกันของ แรงโน้มถ่วงควอนตัม ในทฤษฎีสตริงค์นำเสนอความเป็นไปได้ของการให้  การปฏิสัมพันธ์แบบสตริงค์ สามารถนำมาคำนวนเป็นการรวมหนทาง รวมความเป็นไปได้ทั้งหมดที่สตริงค์สามารถ เคลื่อนไหวผ่านทะลุมิติหลายของกาลอวกาศ ผลรวมความเป็นไปได้ทั้งหมดทั้งมวล ซึ่งสตริงค์สามารถปรับเปลี่ยนรูปทรงและการสั่นส่าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น ในบริบทของจักรวาลควอนตัม บางข้อเสนอสำหรับคำถามที่ว่าจักรวาลจะมีจุดเริ่มต้นอย่างไร (โดยรวมเงื่อนไขแรกเริ่มของมันไว้ด้วย) สูตรถูกนำมาใช้รวมหนทางความเป็นไปได้ ทั้งร่วมอยู่และปราศจากปัจจัยปริศนา i ในโครงงานนี้ ความเป็นไปได้ของวิวัฒนาการแห่งจักรวาล สู่ผลลัพธ์ที่แน่นอนซึ่งมาจากการความอาจเป็นไปได้ทั้งหมดของเส้นทางการวิวัฒน์ จากอดีต เงื่อนไขแรกเริ่มจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม การคำนวนขั้นพื้่นฐานสำหรับ การรวมเข้าด้วยกันของแนวทางอยู่ที่ความโค้งของกาลอวกาศแห่งสัมพันธภาพทั่วไป ได้มาเล่นบทนำสู่ปริศนานั้น แล้วก็เช่นเดียวกับที่ผ่านมา เรายังไม่อาจคลี่คลายได้โดยสมบูรณ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;นั่งแปลบทความนี้จาก ไอน์สไตน์ออนไลน์ แล้วก็ไปสะดุดตรง “เวลาในจินตนาการ”&lt;br /&gt;หวนคิดไปถึงเรื่องที่ไบรอัน กรีน เคยบันทึกไว้ว่า “ในทางฟิสิกส์ ปัจจุบันไม่มีอยู่จริง” โดยเขายกตัวอย่างว่าปัจจุบันของคนๆ หนึ่งบนโลกใบนี้ กับปัจจุบันของคนอีกคนหนึ่ง (หากมีอยู่จริง) บนดวงดาวที่ห่างจากโลกนี้ไปไกลสักร้อยปีแสง ปัจจุบันอาจจะดำรงอยู่จริง!!! เอาล่ะนะ ทั้งสองคนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พร้อมกัน และระลึกรู้พร้อมกันว่านี่คือปัจจุบันของเราทั้งคู่ แต่เมื่อใดก็ตามที่เพื่อนต่างดาวลุกขึ้นแล้วเคลื่อนที่ไปในทิศทางที่เข้าหาโลก เขาก็จะมองเห็นโลกในอนาคต (ร้อยปีข้างหน้า) หรือหากเขาเคลื่อนที่ในทิศทางที่ตรงกันข้าม แล้วมองมา เขาก็จะเห็นอดีตของโลกเมื่อร้อยปีที่แล้ว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“i”  แทนเวลาในจินตนาการที่มิสเตอร์ฟายน์แมน ใส่ลงไปในสูตรของเขาทำให้เราสามารถ ตรวจวัดตำแหน่งของอนุภาคในกาลอวกาศได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วการฝึก “อยู่กับปัจจุบันขณะ” ของนักฝึกจิตเล่าอยู่บนฐานความเชื่อไหนกัน???&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อปัจจุบัน ไม่มีอยู่จริง การฝึกอยู่กับปัจจุบันจึงเป็นประหนึ่งการใส่ i ลงไปในสูตรฟายน์แมนรึเปล่า? เราดำรงอยู่ในปัจจุบันนั้นเป็นการ “หยุด” เพื่อที่จะ “รู้” ตำแหน่งแห่งที่ในกาลอวกาศซึ่งไหลเลื่อนเคลื่อนที่อยู่ตลอดใช่หรือไม่?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุกครั้งที่เรามองย้อนเข้าไปสำรวจอดีต เราได้ collapsed ให้ปรากฏเพียงเส้นทางเดียว เป็นตามที่มันเป็นมาและจะเป็นต่อไป การ collapsed อดีตก็คือการ collapsed คลื่นความเป็นไปได้ในอนาคต กำหนดให้เหลือเพียงความเป็นไปได้หนึ่งเดียวเท่านั้นด้วยกระมัง?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากเราสามารถรวมความเป็นไปได้ทั้งหมดของอดีต (sum over histories) โดยเริ่มจากการกลับไปสำรวจอดีตในฐานะของ observer นักสังเกต ผู้เฝ้าดู ซึ่งไม่ใช่เป็นแค่เพียงตัวเรา เป็นแค่เด็กชายเด็กหญิงคนหนึ่งที่เคย ให้ความหมายกับอดีต ตามที่เป็นมา เราก็อาจจะเริ่มเห็นความเป็นไปได้ของอดีตในด้านอื่นๆ ซึ่งจะส่งผลเปิดให้กับคลื่นความเป็นไปได้ แห่งอนาคตใหม่ๆ อันอาจโผล่ปรากฏ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ศักยภาพความเป็นไปได้แห่งอนาคตจะโผล่ปรากฏขึ้นก็ต่อเมื่อเราสามารถรวมความคลื่นความเป็นไปได้ ของอดีต อนาคตจะเปลี่ยน เมื่ออดีตเปลี่ยน โดยเริ่มจาก “หยุด” แล้วหวนกลับไปดูใหม่ด้วยสายตาของนักสังเกตจากปัจจุบันนั้นเอง&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;object width="425" height="344"&gt;&lt;param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/_B0Kaf7xYMk&amp;hl=en&amp;fs=1"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="allowFullScreen" value="true"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="allowscriptaccess" value="always"&gt;&lt;/param&gt;&lt;embed src="http://www.youtube.com/v/_B0Kaf7xYMk&amp;hl=en&amp;fs=1" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="212" height="172"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4480254480839686156-5652499285754931760?l=maythawenew.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://maythawenew.blogspot.com/feeds/5652499285754931760/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://maythawenew.blogspot.com/2009/02/sum-over-history.html#comment-form' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4480254480839686156/posts/default/5652499285754931760'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4480254480839686156/posts/default/5652499285754931760'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://maythawenew.blogspot.com/2009/02/sum-over-history.html' title='sum over histories'/><author><name>เมธาวี เลิศรัตนา</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08911828304642179150</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_vpHqe7e1BZQ/SYka6JCVzmI/AAAAAAAAACA/XQQsPzdeRCk/s72-c/pfad1.png' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4480254480839686156.post-9120601359074870696</id><published>2009-01-11T23:51:00.000-08:00</published><updated>2009-01-13T00:18:24.910-08:00</updated><title type='text'>Double Slit Experiment</title><content type='html'>&lt;object width="425" height="344"&gt;&lt;param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/DfPeprQ7oGc&amp;hl=en&amp;fs=1"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="allowFullScreen" value="true"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="allowscriptaccess" value="always"&gt;&lt;/param&gt;&lt;embed src="http://www.youtube.com/v/DfPeprQ7oGc&amp;hl=en&amp;fs=1" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="262" height="222"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลายปีมาแล้วที่พ่อ (หมอประสาน ต่างใจ) พยายามอธิบายเกี่ยวกับการทดลองอันลือลั่น “duble slit experiment” นี้ให้ลูกฟัง แล้วสรุปสั้นๆ ว่า อิเลคตรอน โฟตอน หรืออนุภาคนั้นมันเป็นอะไรก็ได้ เป็นคลื่นหรือเป็นอนุภาคก็ได้ ขึ้นอยู่กับการสังเกต ซึ่งลูกก็นำไปโยงใย (ตามระบบเครือข่ายประสาทในสมอง) กับกฏข้อสำคัญทางควอนตัมที่กล่าวว่า “ผู้สังเกตกับสิ่งที่ถูกสังเกตคือหนึ่งเดียวอย่างไม่อาจแบ่งแยกได้” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนี้ Fred Alan Wolf, Ph.D. หนึ่งในนักวิทยาศาสตร์กลุ่ม What the Bleep!? ในนาม Dr. Quantum ได้สร้างสื่อในรูปแบบการ์ตูน ทั้งหนังสือและวีดีโอ ดังที่ได้แนบมาให้ชมพร้อมกันไปนี้ ทำให้การทดลองดังกล่าวถูกเผยแพร่ให้ประชาชนคนธรรมดาทั่วไปได้สัมผัส ควอนตัมฟิสิกส์อย่าง “เห็นภาพ” เข้าใจได้ว่าในโลกควอนตัมนั้นอนุภาคไม่ได้เป็นสสารแข็งตันอย่างลูกหิน ทั้งมันยังทรงคุณสมบัติของความเป็นคลื่น คลื่น-อนุภาค ความเป็นสองในหนึ่งเดียวอีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยิ่งไปกว่านั้น ความซับซ้อนของการทดลองนี้ยังมีต่อๆ ไป เสมือนหนึ่งจะไร้ขอบเขตเลยทีเดียว แต่ ณ ที่นี้ ผู้เขียนขอแบ่งความซับซ้อน ออกเป็นข้อใหญ่สองข้อคือหนึ่ง “การสังเกตของเราได้เข้าไปมีส่วนล้มคลื่นควอนตัมให้กลายเป็นอนุภาค เป็นสสาร” และสอง “เวลา” อันสัมพันธ์อย่างแยกไม่ได้กับพื้นที่ ตลอดจนมิติ สนามต่างๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พูดอย่างนี้ก็คงจะนึกภาพตามลำบากอยู่ดี เอาเป็นว่าหลังจากที่ได้ดูการ์ตูน ดร. ควอนตัมนี้แล้ว ก็ขอให้จินตนาการต่อไป ว่านักฟิสิกส์ได้พยายามทุกวิถีทางที่จะหลอกอนุภาค อย่างเช่น เมื่อมีการสังเกต ตรวจจับทิศทางการวิ่งของมัน มันจะแสดงตัวเป็นอนุภาคให้เราเห็นที่ฉากรับ แต่หากเราไม่สังเกตไม่ถูกตรวจสอบข้อมูลมันก็จะปรากฏเป็นคลื่น ไม่ว่าเครื่องตรวจวัดจะถูกติดตั้งก่อนหรือหลังจากที่อนุภาคจะถูกปล่อยออกมาจากเครื่องยิง มันก็จะมีพฤติกรรมประหนึ่ง “รู้” อยู่แล้วว่าจะถูกสังเกตหรือไม่เสมอ กระทั่งเมื่อนักฟิสิกส์ไปติดตั้งเครื่องมือลบข้อมูล (ที่ได้จากการสังเกต) ก่อนที่มันจะถึงฉากหลังเพียงนิดเดียว นั่นเหมือนกับว่ามันสบายใจที่ข้อมูลถูกลบไปแล้ว แสดงพฤติกรรมเป็นคลื่นในทันที (ทั้งที่ตลอดเส้นทางที่ถูกตรวจวัด มันเป็นอนุภาคมาตลอด) หรือเมื่อนักฟิสิกส์แยกโฟตอนออกเป็นสอง แล้วสังเกตคู่ของมัน โดยที่ไม่ได้ไปยุ่งกับอีกตัวหนึ่งเลย มันทั้งสองก็ยังแสดงพฤติกรรมเป็นอนุภาคเหมือนกันทันที นั่นแสดงว่านอกจากมันจะ “รู้” แล้ว มันยังสื่อสารถึงกันโดยฉับพลันอีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากที่นักฟิสิกส์ได้พยายามหลอกอนุภาคอย่างสุดความสามารถ นอกจากมันจะไม่เคยถูกหลอก แล้วมันยังทำประหนึ่งว่าเราหลอกตัวเองซะอย่างนั้นแหละ ก็ลองคิดดูสิ หากอนุภาคโฟตอนไม่ได้ถูกยิงออกมาจากเครื่องยิง แต่มันถูกส่งมาไกลสักพันปีแสงเดินทางผ่านอวกาศอันไกลโพ้นมาถึงโลก แล้วมีเราเป็นผู้สังเกต แล้วคลื่นก็ล้มให้เราเห็นมันเป็นอนุภาคเป็นสสาร ซึ่งไม่ว่าเราจะไปดักจับมันตรวจ แล้วดักลบข้อมูลที่ตรวจได้ สักกี่ครั้งกี่หน ผลก็ออกเหมือนเดิมว่าอนุภาคนั้น “รู้ตัว” ตั้งแต่ก่อนที่มันจะออกเดินทางแล้วว่าในท้ายสุด มันจะแสดงพฤติกรรมเป็นอะไร จะมีใครมาดักสังเกต ดักลบข้อมูลการสังเกต มันอยู่รึเปล่า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีอะไรจะพิสดาร เจ้าเล่ห์แสนกล แปลกประหลาดไปกว่าการสังเกต การรับรู้ ของเราอีกไหมนี่? &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การสังเกตตรวจวัดจะทำให้อดีตเหลือเพียงความเป็นไปได้หนึ่งเดียวเท่านั้น และผลการตรวจวัดได้กลายเป็นตัวกำหนดเส้นทางการเคลื่อนที่ของอนุภาค(โฟตอน)ไปโดยปริยาย ทำให้มีอดีตเพียงหนึ่งเดียวที่เป็นไปแล้วถูกนำมาพิจารณา โอกาสที่จะเกิดการสอดแทรก (อันเป็นคุณสมบัติของคลื่น) ได้ถูกทำลายไป นั่นคืออดีตทีี่เปี่ยมศักยภาพความเป็นไปได้ทั้งหมดทั้งมวลถูกตัดแต่ง&lt;br /&gt;จากสามัญสำนึกการรับรู้ของเราที่บอกเราว่า มันจะมีเพียงเส้นทางเดียวเท่านั้นที่อนุภาคหนึ่งตัวจะเคลื่อนผ่านไปได้ ณ ขณะหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วก็มาถึงเรื่อง &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;sum over histories&lt;/span&gt; ของริชาร์ด ฟายน์แมน (Richard Feynman) ยอดมนุษย์อัจฉริยะเจ้าของสูตรรวมอดีต (ผลรวมของคลื่นความเป็นไปได้ทั้งหมดของอดีตจาก จุด A-B) อันเป็นสูตรการคำนวณที่ใช้การได้กับพฤติกรรมคลื่นอนุภาคซึ่งพาเราไปพ้นทางตันของฟิสิกส์คลาสิก แต่นั่นก็เป็นการบอกเราไปพร้อมๆ กันว่ากฏเอ็นโทรปีข้อสองที่มนุษย์เราทั้งหลายคุ้นเคยอย่างอดีต ปัจจุบัน อนาคต จากการเกิดไปสู่ความเสื่อมสลายและความตาย เวลาเป็นเส้นตรงดั่งลูกศรพุ่งออกไปสู่เป้าหมายนั้นเป็นความเพี้ยนไปจากความจริงพื้นฐานของจักรวาล ... ก่อนจะคุยกันเรื่องความคิดอ่านของเขา เราไปฟังเขาเล่นบองโกในเพลง คิดถึงน้ำส้มคั้น กันก่อนดีกว่า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;object width="425" height="344"&gt;&lt;param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/HKTSaezB4p8&amp;hl=en&amp;fs=1"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="allowFullScreen" value="true"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="allowscriptaccess" value="always"&gt;&lt;/param&gt;&lt;embed src="http://www.youtube.com/v/HKTSaezB4p8&amp;hl=en&amp;fs=1" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="212" height="172"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4480254480839686156-9120601359074870696?l=maythawenew.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://maythawenew.blogspot.com/feeds/9120601359074870696/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://maythawenew.blogspot.com/2009/01/blog-post_11.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4480254480839686156/posts/default/9120601359074870696'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4480254480839686156/posts/default/9120601359074870696'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://maythawenew.blogspot.com/2009/01/blog-post_11.html' title='Double Slit Experiment'/><author><name>เมธาวี เลิศรัตนา</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08911828304642179150</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4480254480839686156.post-6842838232378110977</id><published>2009-01-07T21:14:00.000-08:00</published><updated>2009-01-11T20:20:39.875-08:00</updated><title type='text'>หลวงปู่ควอนตัม (ตอนที่ 2)</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_vpHqe7e1BZQ/SWq5uKoRiBI/AAAAAAAAAB4/pfXYDSKwFds/s1600-h/history-universe.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 10px 10px 0pt; float: left; cursor: pointer; width: 320px; height: 266px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_vpHqe7e1BZQ/SWq5uKoRiBI/AAAAAAAAAB4/pfXYDSKwFds/s320/history-universe.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5290244915078465554" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;เมื่อมีพระเณรถามหลวงปู่ตามตำราที่ว่ามีเทวดามาชุมนุมฟังเทศน์ หรือมาเฝ้าพระพทุธเจ้าหลายสิบโกฏินั้น จะมีสถานที่บรรจุพอหรือ เสียงจะดังทั่วถึงกันหรือฯ หลวงปู่ตอบว่า &lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(0, 51, 51);"&gt;“เทวดาจะมาชุมชนุมกัน จำนวนกี่ล้านโกฏิก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะในเนื้อที่หนึ่งปรมาณู เทวดาอยู่ได้ถึงแปดองค์” &lt;/span&gt; นั่นหลวงปู่กำลังพูดถึงความจริงทางควอนตัม&lt;br /&gt;ข้อที่ 4 &lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(0, 51, 51);"&gt;ซึ่งจักรวาลควอนตัมเพิ่มจำนวนได้เป็นหลายๆ จักรวาล หรือหลายมิติ ม้วนซ้อนกันตลอดไป เป็นโลกแห่งอภิมหาสัจธรรม (super-reality world)&lt;/span&gt; อันเป็นป่าทึบของความสัมพันธ์ของความเป็นไปได้ต่างๆ นาๆ และความเป็นไปได้แต่ละอย่างก็แยกกันอยู่ในจักรวาลหรือมิติของตนเอง เครื่องมือที่จะใช้สังเกตความเป็นไปได้ก็แยกออกไปด้วย (ระดับชั้นของความจริงที่ม้วนซ้อนสเมือนหนึ่งแยกขาดจากกัน)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วก็มีนักปฏิบัติกราบเรียนหลวงปู่ “กระผมพยายามหยุดคิด หยุดนึกให้ได้ตามที่หลวงปู่สอน แต่ไม่เป็นผลสำเร็จสักที ซ้ำยังเกิดความอึดอั้นแน่นใจ สมองมึนงง แต่กระผมก็ยังศรัทธา ว่าที่หลวงปู่สอนไว้ย่อมไม่ผิดพลาดแน่ ขอทราบอุบายวิธีต่อไปด้วยฯ หลวงปู่ตอบว่า &lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(0, 51, 51);"&gt;“ก็แสดงถึงความผิดพลาดอยู่แล้ว เพราะบอกให้หยุดคิด หยุดนึก ก็กลับไปคิดที่จะหยุดคิดเสียอีกเล่า แล้วอาการหยุดจะอุบัติขึ้นได้อย่างไร จงกำจัดอวิชชาแห่งการหยุดคิด หยุดนึกเสียให้สิ้น เลิกล้มความคิดที่จะหยุดคิดเสียก็สิ้นเรื่อง”&lt;/span&gt;  เรื่องนี้สอดคล้องกันกับหัวข้อ “จับกับวาง” ซึ่งหลวงปู่กล่าวไว้ &lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(0, 51, 51);"&gt;“ผู้ใดหลงใหลในตำราและอาจารย์ ผู้นั้นไม่อาจพ้นทุกข์ได้ แต่ผู้ที่จะพ้นทุกข์ได้ต้องอาศัยตำราและอาจารย์เหมือนกัน”&lt;/span&gt; ตำรา อาจารย์ ความคิด ล้วนใช้ตรรกะเป็นเครื่องมือในการถ่ายทอด เรียนรู้ อันเทียบได้กับความจริงทางควอนตัมข้อที่ 5 &lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(0, 51, 51);"&gt;ซึ่งบอกว่า โลกและจักรวาลไม่อยู่ภายใต้ตรรกะของเหตุปัจจัย หรือเหตุผลของมนุษย์ (The world obeys a non-human kind of logical reasoning) นักฟิสิกส์ควอนตัมจึงบอกว่า อย่าพยายามทำหรือพยายามเข้าใจฟิสิกส์แห่งยุคใหม่ตามความคิด ความรู้ที่เรามี แต่จงเปลี่ยนความรู้และความคิดที่มีให้เป็นตรรกะแห่งควอนตัม (quantum-logic)  หรือตรรกะแห่งคลื่น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(0, 51, 51);"&gt;“สิ่งที่ปรากฏเห็นทั้งหมดนั้น ยังเป็นของภายนอกทั้งสิ้น จะนำเอามาเป็นสาระ ที่พึ่งอะไรยังไม่ได้หรอก” &lt;/span&gt;เป็นคำของหลวงปู่เมื่อมีผู้บอกว่าตนนั้นวาสนาดี ทำวิปัสนาได้สำเร็จเห็นสวรรค์วิมาน เห็นพระจุฬามณีเจดีย์สถาน นั้นเปรียบได้กับความจริงทางควอนตัมข้อที่ 6 โลกและจักรวาลถูกสร้างขึ้นมา ด้วยส่วนขยายของอนุภาคหรือคิวออนส์ (wave-particle)  ใดๆ quons คือส่วนขยายเหมือนกันทั้งหมด (The world is made of ordinary object attribute) นั่นคือไม่ใช่รูปกายวัตถุ แต่รับรู้ให้คิดว่าเป็นวัตถุด้วยพื้นฐาน ที่เป็นธรรมหรือส่วนขยายที่อยู่ในสภาพคลื่นของอนุภาคหรือคิวออนส์ พัวพันโยงใยกัน นีลส์ บอร์ห จึงกล่าวเอาไว้ว่า &lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(0, 51, 51);"&gt;“วัตถุที่มีรูปกายที่เรารับรู้นั้น นอกจากจะเป็นความฟุ่มเฟือยที่ไม่จำเป็นแล้ว มันยังเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เอาเสียเลย”&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลวงปู่ฝากไว้ว่า&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(0, 51, 51);"&gt;“จิตที่ส่งออกนอก                  เป็นสมุทัย   &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(0, 51, 51);"&gt;                                                       ผลกันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอก     เป็นทุกข์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(0, 51, 51);"&gt;                                                       จิตเห็นจิต                เป็นมรรค&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(0, 51, 51);"&gt;                                                       ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิต        เป็นนิโรธ”&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;เมื่อมาวางคู่กับความจริงทางควอนตัมข้อที่ 7 &lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(0, 51, 51);"&gt;จิตวิญญาณสร้างความจริงแท้ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(0, 51, 51);"&gt;(consciousness creates reality)&lt;/span&gt; จากเหตุที่เราไม่สามารถตรวจจับวัดทิศทางหรือ ทำนายคุณสมบัติของคลื่นอนุภาคได้ด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ก็เพราะว่า เครื่องมือที่ว่านั้นมนุษย์สร้างขึ้นมาจากกฏแห่งฟิสิกส์คลาสิค แต่ถ้าหากเราใช้ เครื่องมือตามธรรมชาติเช่นสมองในความสงบก็จะปรากฏขึ้นมา จากความเชื่อมโยงของส่วนขยาย นั่นจึงเป็นความจริงอีกขั้นหนึ่งที่ปรากฏขึ้น จากการสังเกต (Observation-created reality)  It is no possible to formulate the laws of quantum mechanics in a fully consistent way without reference to the consciousness … in the future the very study of the external world will lead to the conclusion that the content of the consciousness is an ultimate reality.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้งหนึ่งเมื่อมีผู้ถามถึงวิธีละนิมิต หลวงปู่บอกว่า “เออ นิมิตบางอย่าง มันก็สนุกดี น่าเพลิดเพลินอยู่หรอก แต่ถ้าติดอยู่แค่นั้นมันก็เสียเวลาเปล่า วิธีละได้ง่ายๆ คือ อย่าไปดูสิ่งที่ถูกเห็นเหล่านั้น &lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(0, 51, 51);"&gt;“ให้ดูผู้เห็น แล้วสิ่งที่ ไม่อยากเห็นนั้นก็จะหายไปเอง”&lt;/span&gt; กับความจริงทางควอนตัมข้อที่ 8 นั้นเป็น &lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(0, 51, 51);"&gt;Heisenberg’s potentialities ที่ว่า Only phenomena are real, the world beneath phenomena is not real &lt;/span&gt;หรือปราฏการณ์นั้นไม่ใช่เครื่องมือในการรับรู้ความจริง มีแต่จิตวิญญาณเท่านั้นที่มีคลื่นเชื่อมโยงต่อกันกับคลื่นความจริงของจักรวาลซึ่งอยู่ในสภาวะที่เปี่ยมล้นไปด้วยศักยภาพความเป็นไปได้ทั้งหมดทั้งมวล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตามที่ข้อเขียนนี้ได้ยกเอาความจริงทางควอนตัมทั้งแปดข้อมาเปรียบกับคำสอนของหลวงปู่นั้น ผู้เขียนรู้ดีว่าเกิดจากความ “ริอ่าน” โดยแท้ และหากการเปรียบเทียบนั้นจะเกิดประโยชน์บ้างในทาง “ความคิด” ก็ขอตั้งจิตอธิษฐานให้แปรสภาพจากความเป็นก้อน สู่ความเป็นคลื่น อันทรงคุณสมบัติไหลเลื่อนคลื่อนที่เปลี่ยนแปลงเชื่อมโยงไปอย่างไร้ขอบเขต&lt;object width="320" height="266" class="BLOG_video_class" id="BLOG_video-dc1527656861fb93" classid="clsid:D27CDB6E-AE6D-11cf-96B8-444553540000" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"&gt;&lt;param name="movie" value="http://www.youtube.com/get_player"&gt;&lt;param name="bgcolor" value="#FFFFFF"&gt;&lt;param name="allowfullscreen" value="true"&gt;&lt;param name="flashvars" value="flvurl=http://v15.nonxt8.googlevideo.com/videoplayback?id%3Ddc1527656861fb93%26itag%3D5%26app%3Dblogger%26ip%3D0.0.0.0%26ipbits%3D0%26expire%3D1330174440%26sparams%3Did,itag,ip,ipbits,expire%26signature%3D6ECA7287E387F8F4D36DF63F21D83F37997D39D9.259747A89F0294BFCA89726FB68A54ADB32692AA%26key%3Dck1&amp;amp;iurl=http://video.google.com/ThumbnailServer2?app%3Dblogger%26contentid%3Ddc1527656861fb93%26offsetms%3D5000%26itag%3Dw160%26sigh%3DU3YRjqf9b-jaReqGJOuCcOVAFAs&amp;amp;autoplay=0&amp;amp;ps=blogger"&gt;&lt;embed src="http://www.youtube.com/get_player" type="application/x-shockwave-flash"width="320" height="266" bgcolor="#FFFFFF"flashvars="flvurl=http://v15.nonxt8.googlevideo.com/videoplayback?id%3Ddc1527656861fb93%26itag%3D5%26app%3Dblogger%26ip%3D0.0.0.0%26ipbits%3D0%26expire%3D1330174440%26sparams%3Did,itag,ip,ipbits,expire%26signature%3D6ECA7287E387F8F4D36DF63F21D83F37997D39D9.259747A89F0294BFCA89726FB68A54ADB32692AA%26key%3Dck1&amp;iurl=http://video.google.com/ThumbnailServer2?app%3Dblogger%26contentid%3Ddc1527656861fb93%26offsetms%3D5000%26itag%3Dw160%26sigh%3DU3YRjqf9b-jaReqGJOuCcOVAFAs&amp;autoplay=0&amp;ps=blogger"allowFullScreen="true" /&gt;&lt;/object&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4480254480839686156-6842838232378110977?l=maythawenew.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='enclosure' type='video/mp4' href='http://www.blogger.com/video-play.mp4?contentId=dc1527656861fb93&amp;type=video%2Fmp4' length='0'/><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://maythawenew.blogspot.com/feeds/6842838232378110977/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://maythawenew.blogspot.com/2009/01/2.html#comment-form' title='2 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4480254480839686156/posts/default/6842838232378110977'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4480254480839686156/posts/default/6842838232378110977'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://maythawenew.blogspot.com/2009/01/2.html' title='หลวงปู่ควอนตัม (ตอนที่ 2)'/><author><name>เมธาวี เลิศรัตนา</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08911828304642179150</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_vpHqe7e1BZQ/SWq5uKoRiBI/AAAAAAAAAB4/pfXYDSKwFds/s72-c/history-universe.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4480254480839686156.post-3922483237260310822</id><published>2009-01-06T20:16:00.000-08:00</published><updated>2009-01-08T00:33:00.069-08:00</updated><title type='text'>หลวงปู่ควอนตัม (ตอนที่ 1)</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_vpHqe7e1BZQ/SWQyZs94xZI/AAAAAAAAABw/Q2HWDdpkXiQ/s1600-h/%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B9%8C.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 10px 10px 0pt; float: left; cursor: pointer; width: 202px; height: 300px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_vpHqe7e1BZQ/SWQyZs94xZI/AAAAAAAAABw/Q2HWDdpkXiQ/s320/%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B9%8C.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5288407279588656530" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;วันนี้ตั้งแต่เช้าตื่นมาก็เปิดเจออีเมล์ของน้องชาย&lt;br /&gt;ส่งมาเล่าเรื่องความประทับใจของเขาที่ได้มีโอกาสใกล้ชิด ประสบการณ์พิเศษ สัมผัสความสงบเย็นเกินจะบรรยายจากพระอริยสงฆ์รูปหนึ่ง แล้วพอตกบ่ายก็ได้คุยกับน้องอีกคนซึ่งเขาเคยมาเยี่ยมเยียนที่เชียงราย เมื่อสองสามปีก่อน (สมัยมูลนิธิฯ ยังอยู่ที่อิงดอยรีสอร์ท) ใน hi5 และที่ต้องเกริ่นถึงน้องคนนี้ก็เพราะเขาเป็นเหตุให้ภารกิจ ณ ปัจจุบันขณะนี้ กระจ่างชัดขึ้นมา อันเป็นประเด็นที่ทำให้ต้องมาเปิดข้อเขียน         “หลวงปู่ควอนตัม” นี้ขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น้องคนนี้เขาเคย set profile ของเขาไว้ว่า “อ่านหนังสือของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล จบแล้ว” ก็เลยทำให้สนใจอยากรู้จักเขาให้มากกว่าความรู้สึกแค่คุ้นๆ น่าตา ทำให้ไปไถ่ถามคุณใหญ่ (วิศิษฐ์ วังวิญญู) ว่าน้องเอ๋คนนี้เป็นใครกัน รายนั้นก็ตอบมาว่า “ก็เอ๋ที่อ่านเคน วิลเบอร์ ไงล่ะ” โอ้โห… คนอ่านเคน วิลเบอร์ แตกฉานบ้านเราก็มีไม่กี่คน (อ่านแตกจนคุณใหญ่จำได้) แล้วยังมา “ริอ่าน” หนังสือหลวงปู่ควอนตัมอีกแน่ะ จำเราจะต้องเข้าไปทักทายเขาเสียหน่อยแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น้องเอ๋ชวนคุยกลับมาว่าเขาอ่าน “จิตคือพุทธะ” ที่หลวงปู่เทศน์แล้วเหมือนอ่าน A Brief  History of  Everything  ของ เคน วิลเบอร์ หรือว่าเคนเขียนเหมือนหลวงปู่เทศน์กันแน่ ?? แล้วพี่เมมองคำสอนหลวงปู่จากมุมมองควอนตัมแล้วเป็นไง ชวนให้เล่าสู่กันฟัง…&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อนานมาแล้ว พ่อ (หมอประสาน ต่างใจ) เคยบอกไว้ว่า มีหลวงปู่… รูปหนึ่งพูดภาษาควอนตัม ลูกก็ไม่เคยได้เที่ยวไปค้นหา จนกระทั่งวันหนึ่งได้พบหนังสือ “หลวงปู่ฝากไว้” (รวบรวมบันทึกไว้โดย พระครูนันทปัญญาภรณ์) เป็นหนังสือเล่มเล็กที่บันทึกคำของหลวงปู่ เป็นบทสั้นๆ เอาไว้ ก็เลยลองพลิกๆ อ่านดู … การริอ่านโดยบังเอิญครั้งนั้นสร้างความตื่นตะลึงลาน งง ทึ่ง จนถึงรู้แจ้งกระจ่างในใจว่าหลวงปู่ดูลย์นี้ไซร้ แน่แท้ “หลวงปู่ควอนตัม” ที่พ่อบอก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กลับไปยังประเด็นที่น้องเอ๋ตั้ง อย่างตั้งใจจะให้ไปพ้นการเปรียบเทียบแบบหยาบๆ แต่… เมื่อกลับไปพลิกดู “จักรวาลกับสัจธรรม” ซึ่งพ่อรวมความจริงทางควอนตัมเอาไว้ มาประกอบกันแล้ว ก็คงจะต้องขอเชิญคนอ่านพิจารณาหยาบ ละเอียด กันไปตามภูมิธรรมเถิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เริ่มจากหัวข้อ “จริง แต่ไม่จริง” ของหลวงปู่ ซึ่งตอบคำถามที่ว่าเมื่อผู้ปฏิบัติกัมมัฏฐาน ทำสมาธิภาวนา เห็นนิมิตต่างๆ กันไป บ้างเห็นนรก สวรรค์ หรือไม่ก็เห็นองค์พระพุทธรูป สิ่งที่เขาเห็นเหล่านั้นเป็นจริงหรือ? หลวงปู่บอกว่า&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(0, 51, 51);"&gt;“ที่เห็นนั้น เขาเห็นจริง แต่สิ่งที่ถูกเห็น ไม่จริง”&lt;/span&gt; ซึ่งขอนำมาวางเคียงกับ&lt;br /&gt;กฏควอนตัมข้อที่ 1 นีลส์ บอห์ร สรุปว่า &lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(0, 51, 51);"&gt;“There is no reality in the absence of observation”&lt;/span&gt; (สรรพสิ่งไม่มีจริงถ้าเราไม่เข้าไปสังเกตมัน) หรือโลกและจักรวาลเป็นจริงตามที่เราสัมผัส มันจริงในระดับกายวัตถุเท่านั้น แต่ไม่เป็นจริงในโลกควอนตัม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัญหาโลกแตกแบบมโนสาเร่ หลวงปู่ก็เคยตอบไว้เมื่อมีผู้ถามว่าไก่กับไข่อะไรเกิดก่อน หลวงปู่ตอบว่า &lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(0, 51, 51);"&gt;“เกิดพร้อมกันนั่นแหละ”&lt;/span&gt; นี่หากจะเทียบอาจนำไปเทียบได้กับภาพมือสองข้างที่ต่างก็วาดกันและกันขึ้นมา ตามกฏความจริงทางควอนตัมข้อที่ 2 &lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(0, 51, 51);"&gt;Observation Creates worldly reality &lt;/span&gt;หรือที่จอห์ อาร์ซิบาลบอกว่า “เป็นความจริงที่ผู้สังเกตสร้างขึ้นมา ไม่มีปฐมกาลหรือปรากฏการณ์ใดเป็นจริงจนกว่าปรากฏการณ์นั้นจะถูกสังเกต"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนในบท “โลกกับธรรม” หลวงปู่บอกว่า &lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(0, 51, 51);"&gt;“สิ่งใดซึ่งสามารถรู้ได้ สิ่งนั้นเป็นของโลก สิ่งใดไม่มีอะไรจะรู้ได้ สิ่งนั้นคืออธรรม โลกมีของคู่อยู่เป็นนิจ แต่ธรรมเป็นของสิ่งเดียวรวด"&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ความจริงทางควอนตัมข้อที่ 3&lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(0, 51, 51);"&gt; Reality is undivisable wholeness&lt;/span&gt; ความจริงแท้คือความเป็นหนึ่งเดียวที่ไม่อาจแบ่งแยกออกจากกันได้ สรรพสิ่งและปรากฏการณ์ต่อเนื่องกันด้วยส่วนขยาย (attributes) ที่ได้มาจากอนุภาค ส่วนขยายจะพัวพันเชื่อมโยงกันเป็นพื้นฐาน การเกิดของสรรพสิ่งและสรรพปรากฏการณ์ (Phrase-Tangleness)  ซึ่งในระดับควอนตัมที่แยกจากกันไม่ได้นี้เป็นพื้นฐานหลักที่เดวิด โบห์มเรียกว่า &lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(0, 51, 51);"&gt;“The inseparable quantum interconnectedness of the universe in the fundamental reality”&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 51, 51);"&gt;&lt;br /&gt;มีต่อตอนที่ 2&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4480254480839686156-3922483237260310822?l=maythawenew.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://maythawenew.blogspot.com/feeds/3922483237260310822/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://maythawenew.blogspot.com/2009/01/1.html#comment-form' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4480254480839686156/posts/default/3922483237260310822'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4480254480839686156/posts/default/3922483237260310822'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://maythawenew.blogspot.com/2009/01/1.html' title='หลวงปู่ควอนตัม (ตอนที่ 1)'/><author><name>เมธาวี เลิศรัตนา</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08911828304642179150</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_vpHqe7e1BZQ/SWQyZs94xZI/AAAAAAAAABw/Q2HWDdpkXiQ/s72-c/%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B9%8C.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4480254480839686156.post-6886270733770519880</id><published>2008-12-21T21:23:00.000-08:00</published><updated>2009-01-11T23:55:58.803-08:00</updated><title type='text'>คุยกับหมอน้ำมนต์</title><content type='html'>&lt;object width="425" height="344"&gt;&lt;param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/nWn4QF6dCwM&amp;hl=en&amp;fs=1"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="allowFullScreen" value="true"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="allowscriptaccess" value="always"&gt;&lt;/param&gt;&lt;embed src="http://www.youtube.com/v/nWn4QF6dCwM&amp;hl=en&amp;fs=1" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="212" height="172"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:navy;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(51, 102, 102);"&gt;หมอน้ำมนต์เพื่อนผู้อาวุโส ของผู้เขียนคนนี้เป็นชาวอังกฤษ เป็นลูกชายผู้ดีมีตระกูลเก่า เรียนจบปริญญาเอกฟิสิกส์นิวเคลียร์จากอ๊อกฟอร์ด ทำงานเงินเดือนดี (สถาบันวิจัยพัฒนาด้านนิวเคลียร์ทั้งในสหรัฐและยุโรป) มีแฟนสวย รวยทรัพย์ อยู่ได้จนถึงอายุ 40 ก็เกิดป่วยด้วยโรคกรรมเก่า เป็นโรคที่ไม่มีใครจะช่วยรักษาให้หายได้นอกจากตัวของตัวเอง เขาจึงลาออกจากงาน เลิกกับแฟนหรืออีกนัยยะหนึ่งก็คือโดนทิ้ง แล้วตั้งหน้าตั้งทำน้ำมนต์ หรือในภาษาของเขาจะเรียกว่า “Quantum water” น้ำควอนตัมนี้คืออะไร คงต้องสาธยายกันยืดยาว แต่ถ้าเราพูดถึงน้ำมนต์ผู้อ่านคงพอนึกออก แต่อย่าพึ่งสรุปว่าควอนตัมวอเทอร์นี้เป็นน้ำมนต์แหง๋ๆ โดยเด็ดขาด ห้อยแขวนไว้ก่อน เพราะถ้าใครไปถามหมอผีอ๊อกฟอร์ตคนนี้ว่า ไอ้น้ำควอนตัมที่มีแบบแผนอันแตกต่างกันนับพันหมื่นชนิดของเขานี้ คือ Holy water ใช่ไหมล่ะ? เขาคงจะปฏิเสธเสียงแข็งเป็นแน่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(51, 102, 102);"&gt;เราลองมาฟังคำอธิบาย อย่างคร่าวๆ สรุปจากการพูดคุยกับเขาดู ก็แล้วกัน ด้วยหมอผีอ๊อกฟอร์ตคนนี้เป็นนักวิทยาศาสตร์ เป็นนักฟิสิกส์ และเป็นศาสนิกที่เคร่งครัด เขาบอกผู้เขียนว่า เชื้อโรคทั้งหลายโดยเฉพาะเชื้อไวรัส (ที่แม้จะได้ชื่อว่าเป็นเครื่องจักรสังหาร คือมันไม่กิน ไม่ถ่าย ไม่สืบพันธ์-แต่ทำสำเนาตัวเอง) นั้นก็มีคลื่นพลังงานเช่นเดียวกับมนุษย์ สัตว์และพืชทั้งหลาย เพราะสิ่งที่ได้ชื่อว่ามีชีวิตย่อมมี “Life force” หรือคลื่นพลังชีวิตอันใสกระจ่างละเอียดอ่อนเป็นตัวขับเคลื่อนอยู่ด้วย  ถ้าพลังชีวิตนี้ถูกกระทบ แทรกแซง หรือไหลเวียนไม่เป็นปกติ เราก็จะป่วยไข้ ไม่สดใส ราศีหม่นหมอง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(51, 102, 102);"&gt;เชื้อโรค เชื้อร้ายต่างๆ นั้นก็เช่นกัน มันมีคลื่นพลังชีวิตของมัน และเมื่อมันมาอยู่กับเรา คลื่นพลังของมันก็จะสกัดกั้น สอดแทรก ทำให้คลื่นพลังชีวิตของเราอ่อนแรงลง หรือไม่ก็แปรเปลี่ยนไป พูดอย่างนี้พอนึกภาพออกใช่ไหม?&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(51, 102, 102);"&gt;เอาเป็นว่า ผีเข้า (ถูกคลื่นแทรก) ก็ต้องพรมน้ำมนตร์ เพื่อเสริมพลังชีวิตให้กลับคืนหรือพูดอีกภาษาหนึ่งก็คือส่งคลื่นที่มีแบบแผน พลังใหม่เข้าไปหักล้างพลังของพวกโรคร้ายนั่นเอง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(51, 102, 102);"&gt;บรรดาไข้ป่าทั้งหลาย ส่วนใหญ่ถ้าไปหาหมอ แน่นอนว่า หมอ (แผนปัจจุบัน) มีคำอธิบายไปในทำนองเชื้อไวรัส (ทั้งที่เรารู้จักไวรัสกันน้อยมาก ผู้เชี่ยวชาญไวรัสวิทยาในเมืองไทยนั้นก็น้อยเสียจนไม่ต้องนับกันเลย) แต่ถ้าไปหาหมอผี ก็เป็นที่แน่นอนว่า คุณถูกผีเข้า เจ้าป่าเจ้าเขาลงโทษทัณฑ์ แต่ถ้าคุณเป็นทั้งนักวิทยาศาสตร์และหรือเป็นศาสนิก คุณจะตอบคำถามนี้อย่างไร?&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(51, 102, 102);"&gt;Quantum water ได้มาจากการเก็บแบบแผนของพลังชีวิตบริสุทธิ์ จากดอกไม้นานา คริสตอล ลงในโมเลกุลของน้ำ (ถ้าจะให้กระจ่างลองหาหนังสือชื่อ Message in Water มาอ่านประกอบ) โดยให้โฟตอน (จากแสงอาทิตย์-หรือแสงจันทร์) เป็นตัวนำ การกินน้ำควอนตัมนี้เข้าไป ก็เท่ากับว่าไปแทรกแซงแบบแผนของไวรัส หรือภาษาหมอผีเขาจะเรียกว่า “ตัดวิญญาณ” ไปซะเลย เมื่อไวรัสไร้วิญญาณ มันก็ไม่อาจอยู่ต่อไปได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(51, 102, 102);"&gt;นอกจากนั้น เขายังอธิบายเพิ่มเติมโดยถามเราก่อนว่า “คุณพอจะรู้เรื่องจักราไหม? มันเป็นศาสตร์ตะวันออกนะถ้าผมบอกคุณว่า คลื่นของไวรัส บล็อกพลังชีวิตของคุณอยู่ที่จักราไหน สมมุติว่าเป็นจุดจักราบริเวณศรีษะนะ คุณลองดม ดอกมะลิ สูดกลิ่นหอมของมันให้เข้าไปให้ลึกๆ แล้วตอบผมสิว่า กลิ่นของดอกมะลิ วิ่งไปที่จักราไหน..วิ่งขึ้นหัว หรือศรีษะของคุณ..ถูกไหม? ทีนี้มาลองดอกกุหลาบ กลิ่นของดอกกุหลาบ วิ่งไปที่จักราไหน.. หัวใจถูกต้องไหม?”...ฯลฯ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(51, 102, 102);"&gt;ที่น่าสนุกและมหัศจรรย์ใจไปกว่านั้นก็คือ หมอผีอ๊อกฟอร์ด ยังพูดถึงความดื้อด้านของเชื้อวัณโรค (TB) ซึ่งถือเป็นคู่เวรคู่กรรมกับเขา เราโดยทั่วไปคิดกันว่าทีบี ไม่มีพิษสงอะไรกับมนุษย์แล้ว แต่ในความเป็นจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ เราไม่เคยชนะทีบีเลย ไวรัสสายพันธ์นี้ปรับตัวเก่งจนหลบอยู่กับเราได้ มันอยู่เพื่อรอคอยเวลาที่ภูมิคุ้มกันของเราเริ่มอ่อนแอลง ก็จะเข้ารุมล้อมเช็คบิลทันที ความร้ายกาจของมันออกมาปรากฏอย่างเด่นชัดในผู้ติดเชื้อ HIV สองประสานนี้จับมือกันเมื่อไรก็เป็นอันว่า รอดยาก...&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(51, 102, 102);"&gt;ครั้งหนึ่งเขา เคยเปรยๆ ขึ้นว่า “คุณไม่รู้หรอก ทีบีนี่มันตามเราข้ามภพ ข้ามชาติ เลยทีเดียว ถ้าใครมีทีบีแล้วไม่รักษาให้หาย ตายไปเกิดใหม่จะมีทีบีตามไปเกิดด้วย เพราะพลังของทีบีนั้นอ่อนละเอียด เกาะติดเป็นกรรมเก่าที่แกะไม่ออก” ขณะที่บางคนหมอตรวจอย่างไรก็ไม่พบเชื้อ หากมีอาการแบบทีบีชัดๆ หมอหลายคนจึงสรุปว่าเป็น “โรคทางจิต” ซึ่งจะว่าไปก็คงไม่ผิด เพราะติดทีบีในระดับจิตวิญญาณ ทีบีในอารมณ์กระมัง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(51, 102, 102);"&gt;แล้ว การที่ใครบางคนจะรับทีบีนั้นมันช่างแสนง่ายดาย ลองนึกภาพว่าถ้าคุณนั่งอยู่ในรถบัสโดยสารที่ติดแอร์คอนดิชั่น มีคนแพร่เชื้อทีบีนั่งไออยู่ด้วย (ไปดูสถิติเองเถิดว่าบ้านเรานั้นมีผู้ติดเชื้อทีบีในระดับที่แพร่ได้อยู่มาก ขนาดไหน) เท่านี้ คุณก็หายใจเอาทีบีเข้าไปแล้ว และถ้าคุณเกิดเป็นประสาทหวาดระแวงไปตรวจหาล่ะก็ หมอจะจับตรวจเสมหะ (ต้องดูดเสมหะออกมาตรวจกันนับสิบรอบ ถึงจะแน่ใจได้) หรือไม่ก็จับเอ็กซ์เรปอด ซึ่งการเข้าไปปฎิสนธิแพร่พันธ์ จับกลุ่มกันจนเป็นจุดดำให้เห็นในปอดนั้นต้องใช้เวลาระยะหนึ่งแล้ว ขณะที่หมอน้ำมนต์ของเราสามารถตรวจหามันได้ก่อนที่จะเข้าปฏิสนธิหรือก่อรูป ไวรัสในเซลของเราเลยทีเดียว คือได้ตั้งแต่มันยังเป็นไวรัสสัมภเวสี และถ้าลงปฏิสนธิแล้วการรักษาก็ยากขึ้นไปอีก ถ้ามันเติบโตเต็มที่จนเริ่มแพร่พันธ์แล้ว หมอผีก็ต้องขอจับมือก็หมอแผนปัจจุบัน โดยให้กินยาของทางโรงพยาบาลพร้อมกันไปด้วย เรียกว่าต้องโจมตีทั้งสองทาง คือทั้งทางกายและทางจิตของมันนั่นเอง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(51, 102, 102);"&gt;มีอยู่คราวหนึ่ง ผู้เขียนติดตามหมอน้ำมนต์ไปปราบผีไวรัสแถวสถานสงเคราะห์เด็กติดเชื้อ เราเดินเข้าไปแบบเซ่อซ่ามาก หมอก็แยกตัวไปตั้งปรัมพิธีตรวจชีพจรเด็กอยู่ทางหนึ่ง (ที่เข้าไปได้เพราะเขาทำหนังสือถึงพระชั้นผู้ใหญ่ในยุโรปซึ่งเป็นองค์อุปถัม มูลนิธิฯ อยู่) เราเดินเล่นไปรอบๆ ปรากฏว่าจู่ๆ มีเด็กชายอายุสักสามขวบกว่าเห็นจะได้วิ่งจี๋ตรงเข้ามาหา สัญชาติญาณบอกว่าเป็นความประสงค์ร้าย แววตาของเด็กคนนั้นน่ากลัวมาก ทำให้ต้องถอยหนี เด็กแลบลิ้นออกมา พยายามจะกระโดดเข้ามาเลีย แต่เมื่อเห็นเราถอยก็พยายามถุยน้ำลายใส่แทน พี่เลี้ยงวิ่งเข้ามาจับเด็กก็ร้องไห้จ้าดิ้นพล่านปานจะขาดใจ ภายในของเราสั่นไหวด้วยความกลัวอย่างไม่อาจอธิบายได้ เด็กสามขวบที่ยังมีชีวิตเดินไปมาได้นี้ทำให้เรากลัวได้มากกว่าผีตนใดในฝัน เสียอีก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(51, 102, 102);"&gt;หมอน้ำมนต์ทิ้งเด็กที่กำลังตรวจวิ่งเข้ามาหาเราแล้วรีบจับ ชีพจรทันที เขาเอาน้ำควอนตัมหยอดให้ดื่มแล้วกลับไปนั่งรอในรถ ตอนขากลับเขาบอกว่าเด็กคนนั้นกำลังอาการหนักมาก เพราะเด็กมี HIV อยู่แล้ว และน่าจะรับเชื้อทีบีจากเด็กอีกคนที่ซึ่งพึ่งเสียชีวิตก่อนหน้านั้นไม่นาน ตอนนี้หมอจากโรงพยาบาลก็อัดยาแผนปัจจุบันแบบเต็มโปรแกรม 6 เดือนให้เขาอยู่ ภูมิคุ้มกันของเขาในตอนนั้นก็ต่ำกว่า 3% เสียอีกโอ...พระเจ้า พระพุทธเจ้า.. เด็กอายุสามขวบตัวผอมกะหร่องที่ป่วยหนักขนาดนั้นเนี่ยนะ วิ่งเร็วปานกระสุน พลังดิ้นของเขานั้นพี่เลี้ยงตัวใหญ่ๆ ต้องเข้ามาช่วยกันรุมจับ ไม่ว่าจะคิดอย่างไร เหตุผลของวิทยาศาสตร์กระบวนทัศน์เก่าก็ไม่อาจอธิบายได้เลย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(51, 102, 102);"&gt;อย่างไร ก็ตามหมอน้ำมนต์ก็ยังติดอยู่กับ “กรรมเก่า” อันแสนจะหนักหนาสาหัสของตัวเอง เมื่อเราพยายามพูดเรื่อง “กรรมเหนือกรรม” หรือการไม่ยึดติดในกรรมเก่ากับเขากลับบอกเราว่า “ผมป่วย ทนทุกข์ทรมานเพราะกรรมเก่า ทั้งในชาตินี้และชาติก่อนๆ ผมจึงเยียวยาตัวเอง และผู้อื่น ความรู้ที่ผมได้มา ก็ได้มาเพราะกิจแห่งการเยียวยานี้” ปัจจุบันหมอน้ำมนต์ อายุ 62 ปี มีต้นฉบับของแบบแผนคลื่นจากธรรมชาติเก็บอยู่นับหมื่นชนิด และกำลังศึกษา ค้นคว้า ทดลองอย่างขะมักเขม้น ในเรื่องการสอดบรรนสานและหักล้างกันของคลื่นชนิดต่างๆ โดยใช้เงินทุนส่วนตัว พอเงินหมดทีหนึ่ง ก็จะวิ่งออกไปรับงาน (ตามปกติ) สักครั้งหนึ่ง เพราะ “น้ำมนต์” คงขายไม่ได้ราคาเหมือนเหล้าหรือเครื่องดื่มชูกำลัง หากมันคงเป็นหนทางที่เขาเลือกแล้ว เราตั้งคำถามในหัวใจตัวเองว่า “เราจะเยียวยาผู้คนโดยไม่ติดในทุกข์เข็ญได้อย่างไรกันนะ...ถ้ายังไม่สำเร็จ ทองเลน" &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4480254480839686156-6886270733770519880?l=maythawenew.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://maythawenew.blogspot.com/feeds/6886270733770519880/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://maythawenew.blogspot.com/2008/12/blog-post_21.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4480254480839686156/posts/default/6886270733770519880'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4480254480839686156/posts/default/6886270733770519880'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://maythawenew.blogspot.com/2008/12/blog-post_21.html' title='คุยกับหมอน้ำมนต์'/><author><name>เมธาวี เลิศรัตนา</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08911828304642179150</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4480254480839686156.post-4977837997444646558</id><published>2008-12-20T19:00:00.000-08:00</published><updated>2009-04-27T06:11:20.885-07:00</updated><title type='text'>พบคุนดุล พบพระในตัวเอง</title><content type='html'>&lt;div&gt;&lt;embed src="http://widget-3e.slide.com/widgets/slideticker.swf" type="application/x-shockwave-flash" quality="high" scale="noscale" salign="l" wmode="transparent" flashvars="cy=lt&amp;amp;il=1&amp;amp;channel=3314649325748133182&amp;amp;site=widget-3e.slide.com" style="width:350px;height:200px" name="flashticker" align="middle"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;div style="width:350px;text-align:left;"&gt;&lt;a href="http://www.slide.com/pivot?cy=lt&amp;amp;at=un&amp;amp;id=3314649325748133182&amp;amp;map=1" target="_blank"&gt;&lt;img src="http://widget-3e.slide.com/p1/3314649325748133182/lt_t000_v000_s0un_f00/images/xslide1.gif" border="0" ismap="ismap" /&gt;&lt;/a&gt; &lt;a href="http://www.slide.com/pivot?cy=lt&amp;amp;at=un&amp;amp;id=3314649325748133182&amp;amp;map=2" target="_blank"&gt;&lt;img src="http://widget-3e.slide.com/p2/3314649325748133182/lt_t000_v000_s0un_f00/images/xslide2.gif" border="0" ismap="ismap" /&gt;&lt;/a&gt; &lt;a href="http://www.slide.com/pivot?cy=lt&amp;amp;at=un&amp;amp;id=3314649325748133182&amp;amp;map=F" target="_blank"&gt;&lt;img src="http://widget-3e.slide.com/p4/3314649325748133182/lt_t000_v000_s0un_f00/images/xslide42.gif" border="0" ismap="ismap" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;...เช้าวันนั้น อากาศบริเวณที่พักใกล้เชิงเขาหิมาลัยเย็นจัดจนน้ำที่รินใส่แก้วเมื่อคืนกลายเป็นแผ่นน้ำแข็งบางๆ ที่พื้นผิว&lt;br /&gt;เรามีนัดกับทะไล ลามะ... พระธรรมดาๆ รูปหนึ่งนั้นในตอนสาย หากเช้าวันนี้คงจะต้องอาบน้ำเสียก่อน จะอาบอย่างไรทั้งที่อากาศหนาววว..ขนาดนี้เล่า!! .. ขณะกำลังนั่งคิดอยู่บนเตียง (ทำท่านั่งสมาธิไปอย่างนั้นเอง) ก็มีผู้ดูแลเกสต์เฮ้าหิ้วกาน้ำเดือดจัดมาเทใส่ถังให้.. ปัญหาเรื่อง "อาบอย่างไร" ก็จบลง&lt;br /&gt;เมื่ออาบเสร็จ แต่งตัว จู่ๆ สายสร้อยซึ่งแขวนพระสมเด็จอยู่กับคอ ก็ขาด (แบบไม่มีปี่ (แต่) มีขลุ่ย?!!) ระหว่างเดินออกจากห้องน้ำ กลับมานั่ง (สมาธิ) ที่เตียงนอนอีกครั้ง ใจก็เลยลอยกลับไปไกล เมื่อสมัยยังเป็นเด็ก แม่สอนให้สวดคาถาพระชินบัญชร ท่องได้แม่นตั้งแต่ยังไม่ห้าขวบ พอเข้าสู่วัยรุ่น ก็ใส่จังหวะแร็บ โย่ โย่..ชะยา สะนา โย่ๆ กะตา... ท่องได้ไวเป็นจรวดไม่ว่ายามหลับฝันหรือในยามตื่น ผีสางเทวดาไม่มีใครทนคาถาของข้าฯ ได้&lt;br /&gt;... นอกจากคาถาแล้วยังมีหลวงปู่หลวงพ่อ ที่แขวนคออยู่นี้ ภาพวัยเยาว์ปรากฏอย่างต่อเนื่อง คราวหนึ่ง ประมาณสามขวบ ตัวอ้วนจ้ำหม้ำ (ใส่บีกินนีรูปหมูยิ้ม) ก้มๆ เงยๆ มองดูปลาที่ว่ายอยู่ใต้ถุนบ้าน (เรือนกลางน้ำ) หลวงปู่ทวดห้อยคออยู่ลงไปติดกับร่อง (รอยต่อระหว่างแผ่นกระดาน) พอเงยหัวขึ้น หลวงปู่ก็หลุดลอยตกใต้ถุนน้ำไป เดือดร้อนน้าชายให้ต้องเปลี่ยนผ้าขาวม้าลงไปงมขึ้นมา&lt;br /&gt;ไม่เคยมีสักวันในเกือบสามสิบปีที่พระหลุดจากคอ ..แต่วันนี้ ขาดจนไม่รู้จะต่ออย่างไร? และขณะนี้ พระสมเด็จอยู่ในกำมือ ...&lt;br /&gt;หลังจากวันนั้นมาก็ไม่ได้ห้อยแขวนพระอีกเลย ด้วยความกลัว, ความรู้สึกไม่มั่นคงทั้งหลายซึ่งเคยมีได้จางคลายลงไปจนเกือบหมดสิ้นแล้ว...&lt;br /&gt;คนที่นำพามาถึงวันนี้ เขากระซิบขณะกำลังเดินผ่านประตูวัดนัมเกียวไปยังที่พำนักของทะไล ลามะ และเรามีนัดกับท่านที่ห้องรับรองเชิงเขาหิมาลัยว่า "ทะไล ลามะ จะเปลี่ยนคุณ หลังจากพบท่านแล้ว คุณไม่อาจจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีกต่อไป"&lt;br /&gt;ห้องรับรองแห่งนั้นอบอุ่น อ่อนโยน ตกแต่งด้วยผืนพรมทอมืออย่างได้เคยสัมผัสในบ้านของชาวทิเบตที่ไปเยี่ยมเยือน มีคุณลุงคุณอาสี่ห้าคนซึ่งเป็นพระและฆราวาส บ้างรับหน้าที่ล่าม (ซึ่งก็ไม่ค่อยได้ทำงานสักเท่าไรไหร่ เนื่องจากคุนดุลท่านสื่อได้ชัดเจนเป็นส่วนใหญ่ จะต้องการคำอธิบายเสริมบ้างเพียงครั้งสองครั้งในเกือบสองชั่วโมงนั้น) คุณอาอีกท่านเป็นหนึ่งในคณะผู้บริหารองค์กร "ทิเบตอิสระ" ซึ่งนั่งตัวตรงหลับตาตลอดเวลา แต่รับรู้ในเนื้อหาการสนทนาละเอียดยิบ&lt;br /&gt;หลังทักทายกันแล้ว เต้าหู้ก็ลงนั่งขัดสมาธิบนพื้นพรม รับหน้าที่จัดวางสไลด์และฉายบนสกรีน รวมถึงบันทึกภาพนิ่งตลอดการสนทนา (แต่แปลกที่ครั้งนี้ไม่รู้สึกรำคาญเสียง แชะแชะ ของชัตเตอร์กล้องซึ่งตัวเองกดอย่างที่เคยเป็น เสียงนั้นกลับกลายเป็นความกลมกลืน เป็นเสียงหนึ่งของการพูดคุย บอกเล่าเรื่องราว)&lt;br /&gt;คุนดุลซักถามนั่นนี่ด้วยความสนอกสนใจตลอดเวลา ประกายตาท่านเหมือนเด็กน้อยที่กำลัง "เล่น" อย่างเต็มไปความใส่ใจในสิ่งของหรือเรื่องราวที่อยู่ตรงหน้า ภาพสไลด์บางภาพท่านก็ลุกไปยืนดูใกล้ๆ ชี้ตรงนั้น ตรงนี้ ขณะที่ท่านหัวเราะ ท่านหัวเราะเต็มเสียง บรรยากาศภายในห้องนั้นกลายเป็นความสดสว่าง แม้ชายพริ้วของผ้าม่านก็หัวเราะไปกับท่านด้วย ยามท่านคิดคำนึงด้วยความสลดเศร้า ก็ดูเหมือนว่ามีน้ำตาคลอๆ อยู่ในดวงตาของทุกคน กระทั่งคนที่นั่งหลับตา&lt;br /&gt;เต้าหู้รู้สึกว่าท่านอยู่ตรงนั้น ใส่ใจเราตลอดเวลา ฟังแม้กระทั่งเสียงกระพริบตาของเรา&lt;br /&gt;ตอนลาจาก แน่นอน ไม่ว่าใครต่อใครก็ต้องการจะถ่ายรูปคู่กับท่านไว้ ... นี่ไงล่ะ ฉันกับทะไล ลามะ... เต้าหู้ก็เลยเป็นตากล้องที่ไม่มีรูปถ่ายคู่มายืนยันการพบกันของเรา&lt;br /&gt;ขณะที่ท่านกำลังจะเดินกลับไป เขาคนนั้นนึกขึ้นมาได้ว่าควรถ่ายรูปเต้าหู้ไว้ด้วย และพยายามจะเรียกท่านกลับมา&lt;br /&gt;เต้าหู้มองตามหลังท่านไป ทะไล ลามะ องค์คุนดุลของชาวทิเบต กำลังไอจนตัวสั่น ... ท่านคงเป็นหวัด... เห็นความอ่อนล้าในแว๊บหนึ่ง และแว๊บนั้นก็กลายเป็นจุดที่ขยายใหญ่เหมือนวงจรสะท้อนกลับ บอกเขาไปด้วยเสียงที่มั่นใจสุดๆ ว่า ไม่ต้องการรูปถ่ายคู่กับท่าน ไม่ต้องการเห็นท่านหันกลับมาเพื่อจะยืนถ่ายภาพกับ "ฉัน"&lt;br /&gt;แล้วท่านก็หันกลับมายิ้ม เป็นยิ้มที่สวยงามอย่างที่ไม่เคยได้เห็นมานานแสนนานแล้ว... ภาพที่ไม่ได้บันทึกบนแผ่นฟิล์มนี้ ถูกบันทึกไว้ด้วยความทรงจำ ที่จะสัมผัสได้ในชั่วพริบตาตลอดไป รอยยิ้มนี้จะเป็นยิ้มที่รอคอยอีกขณะหนึ่งอยู่ใน "ความทรงจำแห่งอนาคต"&lt;br /&gt;พระแท้ คนธรรมดาที่ไม่ธรรมดานั้นมีตัวตนอยู่จริง มีเลือดมีเนื้อเหมือนกับเรา และท่านยืนอยู่ตรงนั้นอย่างปราศจากความกลัว มันเป็นครั้งแรกที่ได้สัมผัสความ "อ่อนโยนที่ไม่อ่อนแอ" สัมผัสความเป็นมนุษย์แท้ๆ ซึ่งผ่านพ้น หลอมรวม และอยู่เหนือวิวัฒนาการ&lt;br /&gt;เราเองก็เป็นมนุษย์ อะไรบ้างหนอที่จะทำให้เราหวาดกลัว วัตถุใดเล่าที่แขวนบนคอนี้จะปกป้องเราได้ อาวุธหรือความกร้าวร้าวอันใดเล่า? ... พระ... เข้ามาในหัวใจคนแล้ว พระกับคนเป็นหนึ่งเดียวกัน&lt;br /&gt;พบคุนดุล พบพระในตัวเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="width:300px;"&gt;&lt;object width="300" height="110"&gt;&lt;param name="movie" value="http://media.imeem.com/m/WBYmO5Ddax"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="wmode" value="transparent"&gt;&lt;/param&gt;&lt;embed src="http://media.imeem.com/m/WBYmO5Ddax" type="application/x-shockwave-flash" width="300" height="110" wmode="transparent"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;div style="background-color:#E6E6E6;padding:1px;"&gt;&lt;div style="float:left;padding:4px 4px 0 0;"&gt;&lt;a href="http://www.imeem.com/"&gt;&lt;img src="http://www.imeem.com/embedsearch/E6E6E6/" border="0"  /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;form method="post" action="http://www.imeem.com/embedsearch/" style="margin:0;padding:0;"&gt;&lt;input type="text" name="EmbedSearchBox" /&gt;&lt;input type="submit" value="Search" style="font-size:12px;" /&gt;&lt;div style="padding-top:3px;"&gt;&lt;a href="http://www.imeem.com/ads/banneradclick.ashx?ep=0&amp;ek=WBYmO5Ddax" rel="nofollow"&gt;&lt;img src="http://www.imeem.com/ads/bannerad/152/10/" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://www.imeem.com/ads/banneradclick.ashx?ep=1&amp;ek=WBYmO5Ddax" rel="nofollow"&gt;&lt;img src="http://www.imeem.com/ads/bannerad/153/10/" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://www.imeem.com/ads/banneradclick.ashx?ep=2&amp;ek=WBYmO5Ddax" rel="nofollow"&gt;&lt;img src="http://www.imeem.com/ads/bannerad/154/10/" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://www.imeem.com/ads/banneradclick.ashx?ep=3&amp;ek=WBYmO5Ddax" rel="nofollow" &gt;&lt;img src="http://www.imeem.com/ads/bannerad/155/10/WBYmO5Ddax/" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;/form&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br/&gt;&lt;a href="http://www.imeem.com/groups/s0DbuGMW/music/ORNztSp2/shastro-nadama-gift-of-light/"&gt;Gift Of Light - Shastro &amp; Nadama&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4480254480839686156-4977837997444646558?l=maythawenew.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://maythawenew.blogspot.com/feeds/4977837997444646558/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://maythawenew.blogspot.com/2008/12/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4480254480839686156/posts/default/4977837997444646558'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4480254480839686156/posts/default/4977837997444646558'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://maythawenew.blogspot.com/2008/12/blog-post.html' title='พบคุนดุล พบพระในตัวเอง'/><author><name>เมธาวี เลิศรัตนา</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08911828304642179150</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry></feed>
