ฟังนาซิม ตอนที่ 1

นาซิมเล่าว่า เขาไม่เคยชอบโรงเรียนและไม่เคยทำอะไรได้ดีที่โรงเรียนเลย แต่ก็ต้องไปโรงเรียนตามประสา (ตอนนั้นอายุเก้าขวบ) วันหนึ่งครูบอกว่าจะสอนเรื่องเรขาคณิต เรื่องมิติ เขาตื่นเต้นสุด โอ้โห..เรื่องมิติ!! ..แต่แล้วก็กลับต้องผิดหวังมาก เพราะครูเดินไปเอาชล็อกเขียนจุดๆ นึง บนกระดานแล้วบอกว่านี่คือมิติ 0 ซึ่งไม่ปรากฏอยู่ คำพูดและการกระทำของครูทำให้นาซิมงงมาก มันจะไม่ปรากฏอยู่ได้อย่างไร? ในเมื่อเขามองเห็นจุดๆ นั้นอยู่โต้งๆ จากจุดที่เขานั่งอยู่ เสร็จแล้วครูก็ยังจุดๆ ต่อกันเป็นเส้นตรง แล้วก็บอกว่า นี่คือ 1 มิติ ซึ่งก็ไม่ปรากฏอยู่เหมือนกัน แล้วครูก็เอาเส้นตรงๆ มาต่อกัน เป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม บอกว่านี่คือ 2 มิติ ก็ไม่ปรากฏอยู่อีก เสร็จแล้วก็วาดรูปกล่อง ต่อเส้นตรงไปอีกหกเส้นบอกว่านี่แหละที่ปรากฏอยู่ มันคือ 3 มิติ 
ลองนึกหน้าเด็กเก้าขวบที่กำลังงงงัน สับสนสุดๆ ดู ทั้งขำทั้งเอ็นดูเลยทีเดียว นาซิมคิดว่า..มันจะเกิดปรากฏรูปกล่องขึ้นมาได้ยังไง ถ้าจุดไม่มีอยู่ เส้นตรงก็ไม่มีอยู่ รูปสี่เหลี่ยมก็ไม่มีอยู่  (ครูพูดบ้าอะไรของครูว่ะเนี่ย!!)
เขาคิดกับมัน ตั้งคำถาม แต่ก็ไม่มีใครตอบได้ ..ก็ถ้าพื้นฐานที่เรียนตั้งแต่เด็กมันไม่ได้รับการปรับปรุงขนาดนี้ เมื่อโตขึ้น ได้ยินได้ฟังเรื่องทฤษฎีสรรพสิ่ง ที่พูดกันไปถึง 248 มิติ สมการซับซ้อน พัวพันกันมากมาย ใครเล่าจะเข้าใจได้..
และเมื่อไม่เข้าใจอะไร ก็ถูกเตะกลับบ้าน นาซิมนั่งคิดเรื่องมิติบนรถเมล์ที่แน่นขนัด คนเบียดเสียด บรรยากาศร้อนอบอ้าว..ตอนนี้เองที่ ดช.นาซิม เกิดจินตภาพ เกิดมุมมองที่หลุดออกจากตัวเอง จากรถเมล์ จากเมืองลอยขึ้นไปๆ หลุดจากโลก จากระบบสุริยะ จากกาแลคซี่ ทุกสิ่งทุกอย่างเมื่อมองไกลจากมุมที่สูงขึ้นไป ขึ้นไปจะเห็น เป็นจุดๆ เล็กๆ เป็นล้านๆๆ ที่เต็มจักรวาลไปหมด และจุดๆ นั้นก็คืออะตอม .. มีแต่จุดๆ อะตอมๆ เต็มไปหมด และเมื่อเขาหันกลับมามองคนบนรถก็เห็นว่าร่างกายของทุกคนล้วนถูกก่อประกอบขึ้นจากจุดๆ มองไปที่ผ่ามือตัวเองก็เห็นว่ามีแต่จุดๆ อะตอมๆ พร่างราวเช่นเดียวกับดวงดาวในจักรวาล
เมื่อกลับถึงบ้านแล้วได้รับประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นขนาดนั้น แน่นอนว่าดช.นาซิม อยากเล่าให้ใครสักคนฟัง คนๆ นั้นก็คือ แม่ แม่ก็ตื่นเต้นที่จะได้ฟังเพราะคิดว่าลูกชายคงมีความสุขในการเรียนหนังสือขึ้นบ้างแล้ว ซึ่งอาจจะเป็นครั้งแรกในชีวิตของลูกชายของเธอ แต่นาซิมกลับบอกว่า “แม่ วันนี้ผมเรียนเรื่องมิติที่โรงเรียน แล้วผมก็พบว่ามันผิด..” เท่านั้นหน้าแม่ก็กลายเป็นลูกโป่งสีแดง เมื่อนาซิมเริ่มเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับจุดอันอเนกอนันต์ของเขา แม่บอกว่า ..ลูกก็รู้นี่ แม่ต้องทำงานวันละแปดชั่วโมง แม่เหนื่อยมาก แล้วก็ไม่เป็นอนันต์ด้วย .. 
นาซิมบอกว่า ปัญหาที่แม่เขากล่าวนี้มันจริง ฟิสิกส์ไม่เคยเชื่อมโยงสิ่งใหญ่ๆ กับสิ่งเล็กๆ เข้าด้วยกันได้เลย จักรวาลสัมพัทธภาพของไอน์สไตล์กับทฤษฎีควอนตัมก็รวมกันไม่สำเร็จ เมื่อเราเห็นว่าสิ่งใหญ่ๆ สร้างขึ้นจากสิ่งเล็กๆ แต่สมการมันไม่ลงตัว?!? ความเป็นอนันต์อันไร้ขอบเขตกับขอบเขตจำกัด มีอยู่ทุกหนแห่ง
สายจิตวิญญาณจะพูดถึงความเป็นอนันต์ ขณะที่นักวิทยาศาสตร์จะพูดถึงขอบเขตอันจำกัด แล้วก็ตกลงกันไม่ได้ เหมือนผู้หญิงกับผู้ชาย..
สายจิตวิญญาณจะพูดถึงความเป็นอนันต์ ขณะที่สายวิทยาศาสตร์จะพูดถึงขอบเขตอันจำกัด ระบบปิด แล้วก็ตกลงกันไม่ได้ เหมือนผู้หญิงกับผู้ชาย..ผู้หญิงมักจะคิดอย่างสืบเนื่อง อนันต์ ขณะที่ผู้ชายคิดถึงจุดสิ้นสุด ขอบเขต และลงท้ายด้วยการหย่าร้าง 
นาซิมคิดเชื่อมโยงระบบอนันต์กับขอบเขตจำกัดนี้สืบเนื่องมาจนตั้งแต่เก้าขวบ จนกระทั่งอายุสิบเอ็ดปี เขาเล่าว่าตัวเองนั้นไม่ค่อยเข้ากับสังคมเท่าไหร่ ไม่ค่อยมีความสุข จะมีก็เพียงเพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่ง แก่กว่านิดหน่อย อายุประมาณสิบสี่สิบห้าปี สอนให้นาซิมทำสมาธิ ทำให้เขาได้เรียนรู้ว่าคนเราสามารถดึงเอาสัมผัสที่มักส่งไปออกข้างนอก กลับเข้ามาด้านในได้ และเมื่อเข้าถึงศูนย์กลางได้ ก็พบกับโลกทั้งใบอยู่ในนั้น นั่นก็คือการค้นพบหนทางแก้ปัญหาเรื่องอนันต์กับขอบเขต ด้วยการเข้าๆ-ออกๆ ได้ไม่สิ้นสุดอย่างเป็นอนันต์ ผ่านตัวเราซึ่งมีขอบเขตจำกัด 

แล้วหลังจากนั้นนาซิมก็พบว่ารูปทรงเรขาคณิตอันเรียบง่าย แสดงถึงความเป็นอนันต์ภายใต้ขอบเขตอันจำกัด เขาเริ่มจากสร้างรูปทรงกลม (แน่นอนว่ามีขอบเขตจำกัดที่เขาขีดมันขึ้น) และสร้างสามเหลี่ยมด้านเท่าขึ้นในวงกลม ให้ปลายของมุมทั้งสามด้านจรดเส้นรอบวงกลม  แล้วก็สร้างสามเหลี่ยมด้านเท่ากลับหัวขึ้นมาซ้อนทับรูปเดิม ซึ่งแทนการหมุน (อันเป็นสัญญลักษณ์ของดาวเดวิด) ก็จะเกิดรูปสามเหลี่ยมด้านเท่าขนาดเล็กลงไปขึ้นอีกหกรูป แล้วก็สร้างวงกลมขึ้นครอบสามเหลี่ยมทั้งหกนั้น ก็จะได้รูปทรงที่เหมือนเดิมทุกประการ หากในแต่รูปเกิดจากมุมและด้านที่เกิดต่างกันออกไป (ถือเป็นลักษณะเฉพาะของมัน) ซึ่งก็กล่าวได้ว่ามันเกิดขึ้นบนความสืบเนื่องของกันและกัน และเมื่อเราทำซ้ำไปเรื่อยๆ หรือให้คอมพิวเตอร์รัน ก็จะรันไปได้ไม่สิ้นสุด รูปเล็กลงหากแต่ละรูปไม่มีศูนย์กลางที่ซ้ำกันเลย ทั้งที่ไม่เคยออกไปนอกขอบเขตเดิม (วงกลมแรก) ซึ่งสร้างเอาไว้ ในตอนแรก
นั่นคือความเป็นอนันต์อันอยู่ภายใต้ขอบเขตจำกัด (fractal) ที่สามารถแสดงเป็นสมการคณิตศาสตร์และรูปทรงเรขาคณิตได้ ..ไม่เช่นนั้น เรื่องที่เสมือนไม่มีจุดเชื่อมต่อนี้ ก็จะเป็นแค่เพียงแนวคิด เชิงจิตวิทยา ปรัชญา หรือไม่ก็เป็นหลักเกณฑ์ความเชื่อที่ไร้ข้อพิสูจน์เท่านั้น 
ดังนั้น ภายใต้ขอบเขตอันจำกัด ย่อมมีข้อมูลอันไม่จำกัดอยู่ภายในได้ และมีการแบ่งส่วนอันไม่สิ้นสุดขึ้นภายในได้ด้วย แล้วถ้ารูปทรงนี้เป็นจริง สมการที่ได้มันจริง นั่นก็แปลว่าเมื่อเราสัมผัสขอบเขตของอะตอมของเรา หรือเซลของเรา แล้วแบ่งมันไปเรื่อยๆ ก็จะได้ข้อมูลมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่มีจุดสิ้นสุด นั่นก็แสดงว่าเราได้กลศาสตร์และระบบคณิตศาสตร์ที่จะทำให้เราเข้าถึงธรรมชาติอันเป็นอนันต์ซึ่งก่อปรากฏตัวเราขึ้นมาแล้ว  
นาซิมบอกว่า นี่มันมีความหมายกับจิตวิญญาณและปรัชญามาก แต่มันมีความหมายอะไรกับฟิสิกส์ล่ะ? เขากล่าวติดตลกว่ามันน่าจะมีความหมายมากทีเดียว เพราะพวกนักฟิสิกส์จะได้เลิกหาอนุภาคพื้นฐานที่เล็กที่สุดซะทีนึง  ก็เมื่อศตวรรษที่แล้วเราค้นพบเซล ว่ามันเล็กมาก เราก็ตื่นเต้น และคิดว่ามันเป็นสิ่งที่เล็กที่สุดซึ่งจักรวาลสร้างขึ้นแล้ว แต่จากนั้นไม่นาน เราก็พบว่าในเซลมีอะตอมเป็นพันๆ ล้าน เราก็ตื่นเต้นกับอะตอมอีก และ sub อะตอมอีก เล็กลง เล็กลงเรื่อยๆ พวกนั้นจะได้รู้ว่ามันไม่มีจุดสิ้นสุด แล้วก็จะได้เลิกสร้างเครื่องเร่งอนุภาคที่ใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น เพื่อที่จะให้เร่งความเร็วได้มากขึ้น มากขึ้นเรื่อยๆ และที่สำคัญมันแพงขึ้นเรื่อยๆ ด้วย(จนเครื่องล่าสุดนี้น่าจะมีความยาวถึง 17 ไมล์ ใช้งบประมาณการสร้างเป็นหมื่นล้านเหรียญ เท่ากับงบการเงินของประเทศห้าประเทศรวมกันแล้ว) แล้วในที่สุดก็จะมีคนฉลาดกว่ามาพบว่ามันจะต้องมีสิ่งที่เล็กลงไปกว่านั้นอีก ..เล็ก จิ๋ว จนกระทั่งเราไม่มีปัญญาจะสร้างเครื่องมือตรวจจับขึ้นมาแล้ว นาซิมสรุปใน part 2 นี้ว่า แทนที่เราจะมองหาอนุภาคพื้นฐานที่เล็กที่สุด เรามามองหา “แบบแผนพื้นฐานของธรรมชาติ” กันไม่ดีกว่าหรือ? เพราะถ้าเราเข้าใจแบบแผน เราก็จะเข้าใจว่าจักรวาลสร้างสรรค์อย่างไร? เราจะได้กุญแจสำคัญของการแบ่งแยก space เพื่อสร้าง reality ของเราขึ้นมา เราจะได้กุญแจของการสร้างสรรค์ (อันเอนกอนันต์ไม่สิ้นสุด) นั่นน่าจะเป็นสิ่งที่ “มีประโยชน์” 
แล้วจากนั้น นาซิมก็เกิดคำถามขึ้นมาอีกว่า ถ้าจะบ่งชี้ไปที่บางสิ่งซึ่งเชื่อมโยงกับทุกสรรพสิ่งในจักรวาลนี้ เราจะนึกถึงอะไรล่ะ? เราได้ยินได้ฟังกันมามากว่า ทุกสิ่งทุกอย่างคือหนึ่งเดียวกัน เชื่อมโยงถึงกันหมด ..แต่มันยังไงล่ะ? ถ้าตอบไม่ได้ มันก็เป็นแค่แนวคิด เป็นแค่ด็อกม่า อีกแล้ว!!! ถ้าคุณตอบว่า consciousness (จิต) ก็เท่ากับคุณไม่ได้ตอบอะไร เพราะคนในห้องนี้ก็มีจิต ที่แตกต่างกันหมด คำตอบของนาซิมก็คือ..space ..พื้นที่ว่าง ความว่าง..
ความว่างซึ่งอยู่ระหว่างทุกสิ่งทุกอย่าง ระหว่างจักรวาล ระหว่างกาแลคซี่ ดวงดาว และในระดับอะตอม space -ความว่างก็ิมีอยู่ในอัตราส่วนโครงสร้างถึง 99.99999…% สิ่งที่คุณว่ามันแข็งตันในความเป็นจริงของคุณนั้นเกือบทั้งหมดมันคือความว่าง มันคือ space แล้วคุณรู้มั๊ยว่าคุณไม่เคยได้สัมผัสอะไรอย่างแท้จริงเลย อะตอมของโมเลกุล หากเทียบขนาด (เมื่อมันมาอยู่ชิดกันแล้ว) ก็ห่างอย่างน้อยประมาณสองสนามฟุตบอล นอกจากจะมีช่องว่างระหว่างมันแล้วก็ยังมีที่ว่างภายในอีกมากมายมหาศาลดังว่า ดังนั้น เราก็น่าจะมาใส่ใจกับสิ่งที่มีอยู่มากมายในเปอร์เซนต์สูง มากกว่าส่วนที่เป็นสสารอันน้อยนิด เราใช้เวลาใส่ใจกับสสารที่มีอยู่ .00000..1% กันมานานพอแล้ว 
ก็แทนที่สสารจะอธิบายความว่าง บางทีความว่างอาจจะอธิบายสสารก็เป็นได้ นาซิมบอกว่าเขาเข้าใจว่าเรื่องนี้จะเปลี่ยนแปลงในระดับจิตอันเป็นฐานความคิดความเข้าใจกันเลยทีเดียว  คุณจะเดินออกไปพร้อมกับรู้ว่าตัวเองนั้นประกอบไปด้วยความว่าง ความว่างอธิบายความเป็นตัวคุณ มากกว่าที่คุณจะอธิบายถึงความว่าง 
part 3
นาซิมเล่าว่า เขาศึกษาฟิสิกส์ 15 ปี แบบแยกออกมาจากกระแสหลัก เพราะไม่ต้องการตอบคำถามใครถึงวิธีคิดของเขา และไม่ต้องการตอบว่าเขาอยากจะคิดอะไร? แน่นอนว่าเมื่ออยากได้อิสรภาพขนาดนั้นก็เลยใช้ชีวิตอยู่ในรถแวนเป็นเวลาห้าปี เพราะมันไม่เสียค่าเช่าบ้าน ไม่ต้องหาเงินมาก ใช้เวลาส่วนใหญ่ในการเรียนๆๆ แล้วก็คิดอย่างที่อยากจะคิด ทดสอบทดลองแบบที่อยากทำ ขณะที่คนชอบฟิสิกส์ส่วนใหญ่ในยุค 70-80 จะชอบเรื่องทฤษฎี แต่มันก็ไม่ใช่ง่ายเลยที่จะไปให้ถึงระดับนั้น..แล้วหลังจากนั้นห้าปี นาซิมก็มีสปอนเซอร์ (มาช่วยดูแลเรื่องค่าใช้จ่าย ทำให้เขาออกจากรถแวนมาได้) แต่ก็มีข้อเสนอว่าเขาจะต้องไปเข้าร่วมประชุมทางฟิสิกส์ ซึ่งก็ไม่น่าจะใช่เรื่องที่เขาอยากทำ (แบบไปเสนอหน้า!!) แต่ก็ถูกพาไปจนได้ ..นาซิมเข้าไปประชุมร่วมพร้อมหนังสือใหญ่เล่มหนึ่ง “gravitation” ซึ่งเป็นเหมือนไบเบิล เขียนโดยยักษ์ใหญ่ของวงการฟิสิกส์ วีเลอร์ ทอน กับแมดเนอร์ (เล่มใหญ่มาก) นาซิมกล่าวติดตลกว่า พอยกหนังสือขึ้นก็จะเข้าใจเรื่องแรงดึงดูดได้เลย (เพราะมันหนักมาก) 
ในการประชุมนาซิมตั้งคำถามแบบที่ถูกมองว่าเป็นคำถามก่อกวน เหตุที่ถือเป็นเรื่องก่อกวนก็เพราะการประชุมเป็นระดับก้าวหน้า (advance) แล้วไม่มีใครที่จะคำถามในเรื่องพื้นฐานกัน ทุกคนที่มานั้นดูเหมือนยอมรับโดยปราศจากข้อกังขาในรากฐานทางฟิสิกส์แล้ว คุยกันเรื่องสิบเอ็ดมิติ ทฤษฎีสติงค์ฯลฯ คำถามน่าจะดูซับซ้อน แต่เขากลับไปถามคำถามเบสิก อย่างจากหนังสือหน้า 719 ..เป็นที่เข้าใจว่าเรายอมรับสมการจักรวาลกำลังขยายตัว ซึ่งการอธิบายเรื่องนี้จะใช้ภาพคนเป่าลูกโป่ง -บนพื้นผิวของลูกโป่งมีเหรียญเพนนีติดอยู่ทั่ว เป็นสัญลักษณ์แทนกาแลคซี่ เมื่อลูกโป่งพองลมขึ้น เหรียญเพนนีก็จะห่างออกจากกัน ซึ่งก็คือกาแลคซี่จะมีระยะห่างจากกันมากขึ้นเมื่อเอกภพขยายตัว ..ทุกคนก็พยักหน้าว่าเข้าใจ ใช่แล้ว ยังไงล่ะ?.. นาซิมถามต่อทำนองว่า ผมไม่เข้าใจอ่ะ ผมพยายามศึกษามาก คิดกับมันมาก แต่ก็ยังไม่เข้าใจว่า... “ไอ่คนที่กำลังเป่าลูกโป่งนี่มันใครอ่ะ” (เสียงหัวเราะดังยาว) หากนาซิมอมยิ้ม พลางกล่าวว่า ที่นั่นผมได้รับการตอนสนองที่ไม่เหมือนกับตรงนี้นะ ในการประชุมนั้นทั้งห้องเงียบกริบ (บางท่านก็ถึงกับสำลักกาแฟ) ผู้อำนวยการก็เริ่มเหงื่อแตก กลัวนาซิมจะเอ่ยคำว่า “God” ในที่ประชุมฟิสิกส์  พวกเขาคงกำลังภาวนาว่า ได้โปรดอย่าพูดนะ อย่าพูดอย่างนั้นกับนักเรียนของเรา!! นาซิมเลยบอกว่าเอาล่ะ ผมจะขอวาดภาพคนเป่าลูกโป่งนี้ต่อ คือวาดท่อต่อลงมาจากปากที่เป่าถึงปอด แล้วบอกว่า เมื่อลูกโป่งพอง ปอดก็จะต้องแฟ่บ ทุกอย่างจะต้องมีปฏิกริยาตรงกันข้ามที่เท่าเทียมกันอยู่ ซึ่งไม่ค่อยได้รับความสนใจในวงการฟิสิกส์ ฟิสิกส์วันนี้จึงเป็นวันของการขยายออก ระเบิดออก ผู้ชายกำลังระเบิดใส่จักรวาล (มีความหมายแฝงแน่ หน้าตาเธออมยิ้ม) แอดวานซ์เทคโนโลยี แอดวานซ์เอนจิเนีย คนที่เราเคารพนับถือกันในวงการส่วนใหญ่ก็เป็นพวกนักสร้างทางวัตถุ ยานอวกาศ แคปซูล สร้างเสร็จแล้วก็ไปตามหาอาสาสมัครมาใส่แคปซูล (นั่งภาวนาอยู่ข้างในขอให้รอดตายด้วยเถอะ) แล้วจุดไฟ (เขาทำท่าล้อเลียนยานอวกาศที่พุ่งขึ้นไปช้าๆ ได้ไม่กี่ไมล็ แล้วปล่อยทิ้งถังเชื้อเพลิง ปุ๊บ!! แล้วพุ่งออกไป) อย่างในรถยนต์เราสร้างสนาม พลังงานอัดๆ จุดระเบิด 
แล้วการระเบิดออกของ creation การสร้างสรรค์เล่าเป็นอย่างไร? มันจะเป็นไปได้ยังไงถ้าไม่มีการเข้าๆ ออกๆ จากศูนย์กลาง อย่างเป็นพลวัต ต้องมีการอัดพลังงานเข้าไปในสนาม ถ้าจักรวาลระเบิดออกจากจุดๆ หนึ่ง มันก็ย่อมต้องมีกระบวนการอัด บรรจุ พลังงาน ซึ่งน่าจะเป็นแบบแผนเดียวกันกับที่ระเบิดออกมาเข้าไปในศูนย์กลางนั้นก่อน ทุกกริยาจะต้องมีกริยาตรงกันข้ามที่เท่าเทียม (เป็นปฏิกริยา) นั่นคือพื้นฐานฟิสิกส์ 

นั่นอาจจะเป็น space ที่เก็บข้อมูลทุกอย่างเอาไว้ อาจจะเป็น space ที่เก็บรังสีเอาไว้ แล้วถ้ามันจริง มันก็คือ space เชื่อมโยงทุกอย่างตั้งแต่ใหญ่สุดกับเล็กสุดเอาไว้ แล้วถ้าเป็นอย่างนั้น space ก็ต้องมี infinite dance (การเต้นรำอันสืบเนื่อง สั่นไหว อย่างไม่สิ้นสุดหรือเป็นอนันต์) มันจริงรึเปล่าล่ะ? หลังจากนั้นนาซิมก็ศึกษาเพิ่มเติมอีก จนความคืบหน้าในวันนี้ก็ดีขึ้นกว่าวันนั้น การประชุมครั้งนั้นอันนาซิมบอกว่า บางอย่างเป็นดราม่าติกมากซะจนพรมเปียกไปหมด..
เมื่อเราศึกษาควอนตัม เราพบว่า ความว่างในอะตอมไม่ได้เป็นความว่างที่ว่างเปล่า แต่เต็มเป็นด้วยความสั่นไหว ที่รุนแรง เต็มไปด้วยพลังงานมหาศาล และเมื่อพยายามจะเข้าไปคำนวนหาว่ามันมีเท่าไหร่ ก็พบว่า..
…present-day quantum field theory “gets rid by a renormalization process” of an energy density in the vacuum that would formally be infinite if no removed by this renormalization.

นาซิมพูดปนเสียงหัวเราะกลั้วในลำคอว่า นั่นคือสิ่งที่พวกเขาพยายามจะทำกับผมในโรงเรียน “renormalization” (ทำให้กลับเป็นปกติ) .. แล้วก็อ่านซ้ำตรงคำว่า ..an energy density in the vacuum that would formally be infinite..
นั่นคือสมการโดยตัวของมันเองแสดงว่า ภายในพื้นที่ว่างของอะตอม โมเลกุลนั้นเต็มไปด้วย infinite dance  มันแปลว่าที่ว่าง อวกาศ ไม่ได้ว่างเปล่าแต่มันมีการสั่นไหวอันไม่สิ้นสุด และเพราะว่ามันสั่นไหวตลอดเวลาทุกสิ่งทุกอย่างเลยเชื่อมโยงกัน แต่สำหรับเรามันกลับดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซึ่งนั่นก็แปลว่าเราล่องลอยอยู่ในนั้น (ไปกับกระแสของกาลอวกาศ) และแปลว่ามันมีพลังงานมหาศาลอยู่ นั่นคือสิ่งที่นาซิมเคยคาดเดาเอาไว้จากพื้นฐาน จากระดับเบสิก
ขณะที่ผู้คนบนโลกใบนี้มานั่งคิดว่าอาจจะมีพลังงานไม่พอใช้ เราจะทำยังไงกันดี ..เราก็ต้องมาทำงานกันใช่?!?.. 
เมื่อสมการมันออกมาเป็นอนันต์อย่างนั้น ทางฟิสิกส์ก็ไม่อาจจะยอมรับได้  ก็ถึงจะต้องมาทำ renormalize (คือทำให้กลับเป็นปกติ) เพื่อให้ได้จำนวนจำกัด ได้ขอบเขตที่แน่นอน
 ในทางควอนตัม ก็ได้ Planck Distance คือค่ารวมที่ต่ำที่สุด (เล็กจิ๋วที่สุด) ที่จักรวาลสามารถสร้างช่วงคลื่น ออกมาได้ 1.616 x 10 ยกกำลัง -33 cm โดยใช้ทฤษฎีแม่เหล็กไฟฟ้าและทฤษฎีแรงดึงดูดมาคำนวน
เป็นช่วงคลื่นที่เล็กจิ๋วมากๆ เกือบจะเรียกได้ว่าเล็กที่สุด คือเติมศูนย์ข้างหน้าไปสามสิบสามตัว เล็กกว่าอะตอมเป็นพันล้านเท่าตามสมการ ถ้าถามว่านาซิมเชื่อรึเปล่าว่านี่คือเล็กที่สุดแล้ว เขาก็ไม่เชื่อ! แต่เขาเชื่อว่านี่เป็นขอบเขตพื้นฐานที่เราพบว่ามันเป็นฐานราก ซึ่งเชื่อมโยงโลกของเรากับจักรวาล จากสเกลของเราแล้ว นี่เป็นมาตรวัดที่เล็กที่สุดที่เราได้เจอ (หรือมีประสบการณ์ร่วม)  แล้วก็คิดกันต่อว่า จะใส่ความสั่นไหวอันเล็กจิ๋วนี้เข้าไปในสี่เหลี่ยมลูกบากศ์เซ็นติเมตร นั่นคือเรากำลังจะหาจำนวนจำกัดของความหนาแน่น หรือมวลต่อหน่วยของที่ว่าง เราจึงบรรจุช่วงคลื่นที่เล็กจิ๋วนี้เข้าไปในลูกบากศ์เซ็นต์ เป็นกระบวนการ(renormalized vacuum density)แล้วก็ได้พบว่าในที่ว่างลูกบากศ์เซ็นติเมตรนี้มีพลังงานบรรจุอยู่ถึง 10 ยกกำลัง 93 กรัมต่อลูกบากศ์เซนติเมตร นั่นแปลว่ามีศูนย์ต่อท้ายเก้าสิบสามตัว (พลังงานมหาศาลมาก) ลองนึกถึงการฝากธนาคารด้วยความว่าง vacuum แบบนี้เมื่อเทียบกับการฝากเงินปกติซึ่งเพิ่มวงเงินฝากไปเรื่อยๆ ได้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดูก็แล้วกัน 
ลองนึกภาพว่าคุณมีศูนย์ต่อท้ายไปห้าสิบตัวแล้วคุณก็ยังใส่เข้าไปอีก มันมีการเต้นไหวของผลรวม อยู่ในความอัดแน่นมากขนาดนั้น แล้วถ้าเปรียบกับการบีบอัดจักรวาล ดวงดาว กาแลคซี่เป็นพันๆ ล้าน บีบอัดเข้าบรรจุไว้ในลูกบากศ์เซนติเมตรล่ะ?  เราจะจินตนาการถึงแดนซ์ภายใน การสั่นไหวภายใจ พลังงานที่ถูกอัดไว้ภายในได้มั๊ย? จะมีความหนาแน่น 10 ยกกำลัง 55 ต่อลูกบากศ์เซ็นติเมตร ถ้าคำนวณความหนาแน่นจากการบีบัดจักรวาลนั้นแล้ว เรายังต้องเติมศูนย์เข้าไปอีก 39 ตัว เมื่อเทียบกับความหนาแน่นของความว่าง vacuum ที่คำนวนไว้ข้างบน!! (10 ยกกำลัง 93) และคุณคิดว่าเมื่อนักฟิสิกส์ค้นพบเรื่องนี้แล้วพวกเขาทำยังไง? คุณคงคิดว่าพวกเขาน่าจะตื่นเต้นและเริ่มใคร่ครวญอย่างจริงจัง แต่เปล่าเลย!! พวกเขามองไปที่ตัวเลขมหาศาลแล้วกุมขมับ.. โอ้มายก๊อด นี่หรือความว่าง บรรลัยล่ะ!! (vacuum catastrophe) ห๊า..เราทำไงกันดีวะเนี่ย โอเค ก็แค่เมินมันซะ (เสียงหัวเราะดังครืน) ซุกไว้ใต้พรมแล้วบอกว่าจำนวนมหาศาลนี้ no physical meaning ไม่มีความหมายที่สำคัญทางกายภาพ ห๊ะ!! นาซิมอุทาน.. นี่มันเป็นพลังงานมหาศาลที่สุดเท่าที่ได้พบเจอะเจอแต่คุณกลับบอกว่ามัน "ไม่มีความหมายสำคัญทางกายภาพ?!?" ทั้งที่มันน่าเป็นแหล่งกำเนิดของความหมายทั้งหมดทางกายภาพมากกว่า ถึงตอนนี้คุณอาจจะเริ่มคิดว่านักฟิสิกส์พวกนั้นเสียสติไปแล้ว แต่มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ แล้วทำไมผมถึงคิดว่าสมการนี้มันไม่ใช่สมการบ้าบอก็เพราะ Casimir Effect (ทดลองโดยการตั้ง plates สองอันที่ให้ใกล้กันพอสมควร เมื่อบีบเข้าหากันก็ได้คลื่น ช่วงความถี่ยาวออกมาจากด้านหลังเพลททั้งสอง ที่เป็นความว่าง vacuum อยู่ ขณะที่ตรงกลางระหว่างสองเพลทจะมีคลื่นช่วงสั้นอยู่ นั่นแสดงว่ามันมีพลังงานอยู่ข้างนอก (หลัง plate) มากกว่าพลังงานที่อยู่ข้างใน (เมื่อเราบีบอัด) ศ.ดร.คาสิเมียร์ นำเสนอแนวคิดนี้ในปี 1947  ตอนที่พบนั้นเขาคำนวนว่าต้องมีการบีบอัดจากเพลทที่ระดับหน่วยไมครอน ซึ่งตอนนั้นไม่มีใครทำได้ ไม่มีใครสร้างเพลทที่บางขนาดนั้นได้ และไม่มีทางทำให้เพลทบีบอัดเข้าหากันใกล้ขนาดนั้นได้ แต่วันนี้เราทำได้แล้ว เราก็พบว่ามันตรงกับผลการคำนวนของคาสิเมียร์ ซึ่งเป็น vacuum density ที่คำนวณไว้ตั้งแต่ปี 1947 มันอยู่ตรงนั้นแล้ว และตอนนี้วงการฟิสิกส์ก็ค่อยๆ ยอมรับความจริงที่ว่า จักรวาลไม่เพียงแต่ขยายออก หากมันขยายในอัตราเร่งด้วย มันแสดงว่า vacuum ความว่างที่ระดับจักรวาลนั้นอาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้จักรวาลขยายออก  (แต่ผู้ฟังก็อาจจะเคยได้ยินการนำเสนอเรื่องจักรวาลไม่ได้ขยายออกมาแล้ว) นาซิมบอกว่า เวลาเขาพูดว่าจักรวาลขยายออก มันหมายถึงการถอยห่างจากกันของกาแลคซี่ แล้วการถอยห่างนั้นทำให้นาซิมคิดว่าจักรวาลกำลังขยายออกหรือเปล่า..เขาตอบว่าไม่! เขาไม่ได้คิดว่ามันขยายออก ที่เขาคิดก็คือมันอาจจะเคลื่อนออกจากศูนย์กลางที่ระดับศูนย์สูตร แล้วเคลื่อนกลับไปยังศูนย์กลาง ณ ขั้วเหนือ-ใต้ (คล้ายกับการเคลื่อนของขั้วโลกเหนือใต้ อันเรายังไม่รู้) หากเราลองมาดูพลวัตที่สร้างภาพ หรือมุมมองนั้นขึ้นมากันดีกว่า เรามาดูพลวัตของธรรมชาติ ซึ่งมีความซับซ้อนขึ้นมาหน่อย ด้วยมันไม่ได้เป็นเพียงแค่วงกลม แล้วถ้าที่พูดมานี้มันจริง ก็แปลว่าเราอยู่ใน vacuum ซึ่งมี space ระหว่างคุณกับผม เชื่อมโยงเราไว้ด้วยกัน นั่นเป็น information ที่อยู่ใน space ซึ่งถูกแบ่งเป็นระดับเฉพาะต่างๆ ตามสเกล และสเกลนั้นสร้างความเป็นจริงทั้งหมดของเราขึ้นมา เราเป็นส่วนหนึ่งในสเกล ..แทนที่สสารจะผุดขึ้นมาจากความว่างเปล่า ยังไง? จากไหนก็ไม่รู้? กลายเป็นว่า สสารเป็นเพียงแค่ผลของการแบ่งโครงสร้างของ space โดยตัวของมันเอง และคุณ interact ปฎิสัมพันธ์กับโครงสร้างนั้นตลอดเวลา ทุกวินาที ทุกเสี้ยวของพันล้านวินาที คุณรู้มั๊ยว่าอิเลคตรอน และโปรสิตอน ทั้งหมดในอะตอมของคุณมันปรากฏแล้วก็หายไป แล้วก็ปรากฏขึ้นมาใหม่แล้วก็หายไปอีก ปรากฏ-หายไป ปรากฏ-หายไป ใน vacuum อยู่ตลอดเวลา ทุกครั้งที่อิเลคตรอนปรากฏขึ้น มันเรียนรู้ (มีประสบการณ์) แล้วส่งกับไปใน vacuum แล้วปรากฏเพื่อเรียนอีก กลับเข้าไปอีก เข้าๆ ออกๆ อย่างนั้น ..คุณ informing (ส่งข้อมูลให้) จักรวาลตลอดเวลาจากมุมมองเฉพาะของคุณ ที่มีต่อทุกสิ่งทุกอย่าง และผมสามารถอธิบายมันเป็นสมการทางคณิตศาสตร์ได้ นั่นทำให้คนในสายจิตวิญญาณบอกว่า “คุณสร้างความเป็นจริงของคุณขึ้นมาเอง” แต่ส่วนที่ขาดไปคือส่วนของวงจรสะท้อนกลับ (feedback loops) นั่นก็คือ ความเป็นจริงก็สร้างคุณขึ้นมาด้วย vacuum is defining your existence ..ความว่างคือความหมายของการปรากฏขึ้นของคุณ นั่นเพราะว่า หากเราต่างก็สร้างความเป็นจริงของตัวเองขึ้นมา อย่างอิสระจากกัน เราจะไม่มีทางประสบพบเจอกัน มันคงเป็นอะไรที่ห่วยแตกมาก เราต่างก็เดียวดายอยู่ในจักรวาลที่เราสร้างขึ้น คนมันหายไปไหนกันหมดวะ!! (เสียงฮาครืน) มันคงน่าเบื่อมาก ที่เราสร้างทุกอย่างที่เราต้องการขึ้นมาได้ ตลอดเวลา น่าเบื่อสุดๆ แต่มันไม่ได้เป็นอย่างนั้น นั่นเพราะเมื่อคุณส่งข้อมูลกับเข้าสู่ vacuum / vacuum เชื่อมโยงเราถึงกัน มันมีข้อมูลของทุกคนอยู่ในนั้น แล้วมันก็ส่งกลับให้คุณเป็นประสบการณ์ซึ่ง coordination กับทุกสิ่งทุกอย่าง และนั่นก็คือ consensual reality (ความเป็นจริงอันปฏิสัมพันธ์) นั่นคือคนหนึ่งใดก็สามารถจะเป็นทั้งหมดของสเกลได้ แต่นั่นมันไม่ได้แปลว่าเมื่อใครคนใดคนหนึ่งบอกว่า โอ้วันนี้ร้อนจัง ทำให้ดวงอาทิตย์เย็นลงหน่อยดีกว่า และทำให้คนที่น่าสงสารในอลาสก้าหนาวสั่นจะตาย นั่นคือสเกลของความสัมพันธ์ อย่างแนวคิดเรื่อง butterfly effect เป็นอุปมัยอุปมา ผีเสื้อในอัฟริกาขยับปีก แล้วทำให้เกิดเฮอร์ริเคนในฟอริด้า มันพบในสเกลอันซับซ้อนของทฤษฎีเคออส แนวความคิดนั้นจะเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อคุณใส่เข้าไปในสเกล ความเป็นไปได้ที่ผีเสื้อตัวหนึ่งขยับปีกแล้วจะก่อพายุเฮอร์ริเคนนั้นมันต่ำสุดๆ หรือแทบไม่ปรากฏได้เลย ทำไม?!! เพราะว่ามันห่วยแตก!! เหมือนส่งคนจากฟอริด้าไปเอาปืนจี้ผีเสื้อตัวนั้น แต่ถ้าคุณมีผีเสื้อเป็นล้าน แล้วทุกตัวขยับปีกของมันพร้อมๆ กัน ทีนี้แหละเกิดบางอย่างขึ้นแน่ นั่นคือถ้าเราอยากเคลื่อนไปข้างหน้า เราก็ต้องใส่แรงเข้าไปในระบบ มันถึงจะเกิดการเปลี่ยนแปลง นั่นคือเหตุผลที่ทำไมผมต้องมาพูดคุยกับผู้คน!! เราต้องเคลื่อนไปด้วยกันเพราะมันเป็นความเป็นจริงอันปฏิสัมพันธ์ แล้วมันก็สำคัญมาก ที่คนเราจะต้องเข้าใจว่า ก่อนอื่นคุณต้อง “รับผิดชอบ” กับสิ่งที่คุณใส่เข้าไปใน vacuum แล้วคุณก็ต้องรู้ว่ามันจะไม่เป็นไปตามที่คุณต้องหรอกแป๊ะๆ ทั้งหมดหรอก เพราะว่าคุณส่งข้อมูลเข้าไปในสนามความสัมพันธ์อันหลากหลาย แล้วคุณก็มีปฏิสัมพันธ์กับทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นไปในนั้นด้วย ฉะนั้น ขอให้มีความเมตตากรุณากับตัวเองเยอะๆ 

และสเกลนี้ ..(ถ้ามันจริง) ผมคุยเรื่องนี้กับดร.เลาเชอร์ นักฟิสิกส์คนเดียวที่ทำงานกับผม เพราะเธอไม่มีอะไรจะเสีย (เธอลาออกจากทุกตำแหน่งแล้ว) เธอบอกว่า..ฉันคิดว่าคุณบ้า แต่ถ้าคุณถูก เราก็ควรจะเขียนสเกลนี้ออกมา เพราะดูเหมือนว่า vacuum จะแบ่งสเกลเป็นลักษณะเฉพาะของมัน (แสดงภาพสเกลที่แกนนอนแสดงระดับสสาร แกนตั้งเป็นระดับพลังงาน) แล้วก็วางสัญญลักษณ์แทนสสารในจักรวาล จากใหญ่สุดไปถึงเล็กสุด โดยเริ่มจากขนาดของจักรวาล (คือ 10 ยกกำลัง 55) แล้วจักรวาลก็เกิดมีหลุมดำด้วย หลุมดำซึ่งมีสสารหนาแน่นมากซะจนแสงผ่านออกมาไม่ได้ เรารู้จากไอน์สไตน์ว่าแสงโค้งเพราะสนามกราวิตี้ อย่างดวงดาวที่อยู่ข้างๆ ดวงอาทิตย์ แล้วที่เราเห็นว่ามันอยู่ข้างๆ ดวงอาทิตย์ก็เพราะลำแสงโค้ง ถ้าคุณส่งแสงเลเซอร์ตรงขึ้นไปบนฟ้า ลำแสงจะถูกทำให้โค้งโดยแสงจากดวงอาทิตย์เล็กน้อย และดาวดวงอื่นๆ ๆๆ อีกเล็กน้อยๆ จนมันโค้งอีก แสงตรงทะลุตรงออกไปไม่ได้.. “เราอยู่ในหลุมดำ” ?!?..ทำไมมันเป็นอย่างนั้น ก็เพราะการแบ่งมันเป็นอนันต์ และแบ่งไปเท่าไหร่ๆ ก็จะพบสสารในทุกๆ ช่วงการแบ่ง สสารที่เล็กลงเรื่อยๆ ฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างจึงเป็นซิงกูราลิตี้น้อยๆ  ของ infinite dance แล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็ต้องเป็นหลุมดำน้อยๆ ด้วย ทุกๆ อะตอมที่สร้างคุณขึ้นมา ผมคำนวนขึ้นมาแล้วก็มีความสุขมากที่พบว่าทุกอย่างมันสอดคล้องต้องกันหมด สสารในจักรวาลกับความหนาแน่นของหลุมดำ แล้วผมก็มาดูที่ เควซ่าของกาแลคติกเซ็นเตอร์ ตามสเกลของพลังงานและการแผ่รังสี ก็ปรากฏว่าเส้นกราฟมันพุ่งขึ้น บวกวัตถุเข้าไปมันก็ยังเรียงตัวกันอยู่ แล้วก็ใส่อะตอมเข้าไปอีก (กระโดดก้าวใหญ่จากดวงอาทิตย์ไปสู่อะตอม) และปลายเส้นกราฟก็เป็น Plank Distance ทุกอย่างเรียงตัวกันอยู่บนเส้นกราฟนี้หมด   
ทุกอย่างเรียงตัวกันอย่างสวยงาม แล้วเมื่อมาดูชั้นของชีววิทยา ก็พบว่าไมโครทุบุล ซึ่งโครงสร้างเล็กจิ๋วของมัน สร้างขอบเขตของเซลขึ้นมา isolate ที่ 10-11ถึง 10-14 เฮิซท์ และเมื่อรวมขนาดเข้าไปมันจะแบ่งเป็นสองส่วนที่มาเรียงตัวพอดี (ระหว่างจุดบรรจบของแกนตั้งกับแกนนอน) จากขนาดของจักรวาลจนถึงขนาดซึ่งเล็กกว่าจักรวาลเป็นพันล้านเท่าอย่างอะตอม ทุกสิ่งทุกอย่างเรียงตัวกันอย่างสวยงาม รวมถึงระดับชีววิทยาด้วย ซึ่งก็คือตัวคุณ คุณอยู่ในระบบกลไกนี้ด้วย คุณคือส่วนหนึ่งข้อมูลอันอเนกอนันต์ของ vacuum ซึ่งไหลจากระดับจักรวาล (อันเป็นอนันต์) สู่ระดับอะตอม (อันเป็นอนันต์) ผ่านตัวคุณ 
แล้วเมื่อมันผ่านคุณ มันจะเก็บเอาการแปลความหมายของจักรวาล จากมุมมองเฉพาะเจาะจงของคุณ แล้วส่งเข้าสู่ความเป็นอนันต์ของสรรพสิ่ง นั่นคือจักรวาลในความหมายของคุณได้ถูกนับรวมเข้าไปด้วย

คุณเริ่มจะได้สัมผัสถึงความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ของตัวเองรึยัง!!

เราเริ่มจะรู้แล้วว่ามันมีความเชื่อมโยงในทุกระดับของสเกล ..แต่ทำยังไงเราถึงจะรู้สึกได้ ทำยังไงถึงจะสัมผัสความเชื่อมโยงนั้นได้ล่ะ?
มันไม่น่าจะใช่ความพยายามไปเชื่อมต่อกับความยิ่งใหญ่อันเป็นอเนกอนันต์ของจักรวาล ซึ่งคนทั่วไปมักจะบอกว่าไม่สามารถสร้างภาพได้ มันยิ่งใหญ่เกินจินตนาการไป นั่นอาจเป็นเพราะเรามีสัมผัสอันจำกัด แต่อย่าลืมว่าเรามีความเล็กจิ๋วอันเป็นอนันต์อยู่ในตัวด้วย แล้วถ้าผ่านหนทางนั้น ก็ย่อมจะสามารถสัมผัสกับความเป็นอนันต์ได้ นั่นคงเป็นเหตุให้ครูทางจิตวิญญาณของโลกใบนี้ส่วนใหญ่แนะนำว่าให้เข้าสู่ภายใน ด้านใน อาณาจักรแห่งสรวงสวรรค์อยู่ด้านใน พุทธะอยู่ภายใน บินดุอยู่ภายในทุกสิ่งทุกอย่าง นั่นจะทำให้คุณเชื่อมต่อกับข้อมูลความรู้ทั้งหมด ทั้งมวล (ซึ่งนาซิมคิดว่ามันไม่น่าจะมีรูปแบบภายนอกอย่างเฉพาะเจาะจง)  ไม่ว่าจะนั่ง ยืน เดิน ..เราทุกคนต่างมีคุณสมบัติที่จะเข้าถึงความเป็นอนันต์จากสิ่งเล็กๆ ในตัวเราได้

แล้วนาซิมก็เล่าว่าตอนที่เขาเขียนสมการนี้มันมีประเด็นน่าสนใจ หนึ่งในนั้นก็คือ เมื่อทุกอย่างมันเป็นสเกลต่างระดับของหลุมดำ (black hole) ซึ่งถ้าเขาไปพูดแบบนั้นกับนักฟิสิกส์ คงต้องถูกเตะโด่งออกจากการประชุมทางฟิสิกส์แน่!! ก็มันมีอะตอมอยู่ตรงนั้น (บนสเกล) แล้วเขาก็บอกว่า มันคือหลุมดำ.. อะตอมคือหลุมดำจริงๆ รึเปล่า? นั่นอยู่งานเขียนของเขา.. งานเขียนนั้นเป็นการสลับขั้วความคิดเกี่ยวกับโปรตอน ชนิดระเบิดเถิดเทิง    


    

แสงแห่งชีวิต Biophotons 2

คุณพบมัน (มะเร็ง) ได้ ถ้ามันอยู่ตรงนั้น แม้มันจะยังไม่เป็นกายภาพ แต่จะสัมผัสได้ว่ามันมีความบกพร่องไม่เป็นปกติอยู่ ถ้าระบบหนึ่งมันผิด ระบบอื่นๆ ก็จะตามไป แล้วกลายเป็นหลุดออกจากสมดุล อย่างคนจะวินิจฉัยไทรอยด์ต่ำ ไทรอยด์สูง ฟังก์ชั่นไม่สมดุล ไม่เคยอยู่ในสภาวะไม่ต่ำ ไม่สูง แต่ก็ไม่ผิดปกติอะไร ไทรอยด์อาจได้รับอิทธิพลจาก ต่อมไพเนียล, ปรสิต, หรือพิษต่างๆ อะไรก็ตาม อย่างไทรอยด์ต่ำ เรียก Thyroxine แต่เก้าในสิบแล้วไทรอยด์มันไม่ได้เป็นปัญหาอะไรเลย มันมีเพียงสิ่งที่อยู่เบื้องหลังไทรอยด์ ผมจะเป็นคนที่มองหาแต่สาเหตุที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ดูอาการ อาการเป็น sign ชี้ทางให้เราว่าจะมองไปทางไหน แต่อย่าไปยืนอยู่บนอาการตลอดเวลา แสงมากกว่า 100,000 ถูกกักและแผ่ออกมาจากทุกเซล และอีกมากกว่า 100,000 ปฏิกริยาทางเคมี ในทุกๆ วินาที จากทุกๆ เซล แล้วก็รู้กันมานานแล้วว่าก่อนจะเกิดปฏิกริยาทางเคมีมันจะต้องมีสัญญาณแม่เหล็กไฟฟ้า แต่พวกเค้าไม่เคยรู้ว่ามันจากไหน? รู้แต่ว่าเป็นแสงที่มาควบคุมปฏิกริยาทางเคมี ไบโอโฟตอนเป็นเพกเกจข้อมูลที่บรรจุข้อมูลของร่างกายคุณทั้งหมดเอาไว้ จากมิติทั้งหมด 15 มิติ และทั้ง 100% ของดีเอ็นเอ ข้อมูลทั้งหมดอยู่ในไบโอโฟตอน พวกไบโอโฟตอนจะแผ่รังสี หรือเปล่งปล่อยพลังงานจากตัวของมันเอง ซึ่งการจะค้นพบการเปล่งแสงแผ่รังสีจากทุกเซลได้จะต้องมีเทคนิคในการขยาย amplifier ที่ขยายได้อย่างเต็มกำลังแรงมาก แผ่ขยายได้ไกลในระยะห่างถึง 17 ไมล์ แล้วก็จับพลังแสง light (life) force ได้จากทุกๆ เซล ซึ่งในเซลมันก็มีดีเอ็นเอ เขาจึงเชื่อมั่นว่า ดีเอ็นเอจะต้องเป็นแหล่งกำเนิดเแสงณะเดียวกันผมก็มีข้อสรุปที่ต่างออกไป คือผมว่า clear light แสงใสกระจ่างมัน coherence มากๆ เหมือนแสงเลเซอร์ แล้วมันโชว์ในระบบของเราอย่างเป็นเส้นตรง ถ้ามันจะบิดไปในแบบใดก็ตามแสงที่ coherence อยู่มันจะต้องเกิด chaotic (ความไร้ระเบียบ) เหมือนหลอดไฟ ที่มี slow chaotic light ซึ่งมันแปลว่ามีบางอย่างที่ผิดปกติเกิดขึ้นกับแสงถ้าไปตรวจจับ อันมันจะเป็นกายภาพรึเปล่าไม่สำคัญ มันมีการบิดเบี้ยวขึ้นแล้ว และการบิดนี้จะต้องหายไป นี่เป็น Siren และนั่นเป็นระบบแสงดาว ระบบแสงไซเรน (Siren) จะพัฒนาอย่างสม่ำเสมอมากกว่า มันติดต่อสื่อสารกับร่างกายคุณ ไม่ใช่กับคุณ คุณไม่มีอิทธิพลกับสิ่งที่ร่างกายคุณกำลังจะพูด จะบอก คนส่วนใหญ่จะเซอร์ไพรส์ เพราะทุกอย่างที่ร่างกายแสดงออกมันบอกว่า คุณอาจไม่มีความรู้เลยว่าปัญหาหลักของคุณ ไม่ได้เป็นเหตุก่อเกิดของอาการที่กำลังเป็นอยู่โดยตัวของมันเอง แต่มันเป็นเหตุให้ระบบอื่นหลุดออกจากระเบียบ แล้วเหตุอื่นนั้นก็ไปเป็นเหตุให้เกิดปัญหาหลักของคุณ อย่างเช่นถ้าคุณเกิดการติดเชื้อ (Cro decease) เหตุผลหลักของมันจะเป็น appendicitis (ไส้ติ่ง) เสมอ แล้ว 70% ของคนบนโลกนี้ก็เดินไปมาพร้อมกันกับ clonic appendix (บีบหดตัวของไส้ติ่ง) แล้วก็เพราะว่ามันหดตัว หมอก็เลยไม่เห็นอะไรในเลือด แล้วบ่อยครั้งที่เนื้อเยื่อไส้ติ่งมันตายไปแล้ว แล้วถ้าชิ้นส่วนชีวิตเล็กๆ (เชื้อ) ที่ถูกทิ้งไว้ในไส้ติ่งถูกพบ มันก็จะรักษาได้ เมื่อเชื้อมันตายหมดแล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่จำเป็นต้องไปตัดไส้ติ่ง แต่หมอทำอย่างนั้นไม่ได้เพราะไม่เห็นอะไรในเลือด ..คุณต้องแก้ที่เหตุของปัญหา ถ้าคุณไม่แก้เหตุหลัก คุณก็ไม่ได้แก้ไขอะไร ซึ่งแน่นอนว่าวงการแพทย์ไม่ได้มีตาไว้สำหรับแก้ที่สาเหตุ ผมเซอร์ไพรสที่ได้เห็นการถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์ของที่นี่ ทุกสิ่งที่ใส่เข้ามาเป็นเรื่องการแพทย์ตลอดเวลา ..แล้วเหตุของปัญหาก็อยู่ในโลกแห่งพลัง Energetic World ซึ่งยังไม่สามารถเป็นโลกกายภาพ Physical World แม้กระทั่งหากคุณได้รับพิษจากสารตะกั่ว ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นกายภาพมาก แต่คุณจะได้รับพิษจากตะกั่วจริงๆ ก็ต่อเมื่อเลือดของคุณ resonated กับสารตะกั่วนั่นคือเราทุกคนสร้างเหตุการณ์ สร้างปัญหาของตัวเองขึ้นมา ยังไงก็ตามแต่มันอาจจะเป็นแหล่งกำเนิด entire source ต้นเหตุแห่งปัญหาก็คือคุณ และดังนั้นคุณจึงมีปัญหาอื่นๆ ตามมาด้วย แต่คุณต้องกลับไปยังต้นกำเนิดของมันเพราะมันคือความทรงจำทั้งหมด และทุกๆ เหตุการณ์ที่อุบัติขึ้นในชีวิตของคุณ ครอบครัวคุณ ทั้งหมดถูกเก็บไว้ใน life wave (คลื่นชีวิต) หรือในไบโอโฟตอน บางเหตุการณ์อาจเกิดขึ้นเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว หากเซลของคุณยังเก็บความทรงจำเอาไว้อยู่ มันเก็บอยู่ในเพจเกจข้อมูลไบโอโฟตอนซึ่งเป็นการเก็บสะสมชั่วขณะ depth moment ซึ่งเคยแผ่ขยายออกมา และอาจจะห่างออกไปถึงยี่สิบปีแสง แต่ความทรงจำเหล่านั้นคุณก็สามารถเรียกมันกลับมาได้ ทันทีไม่ว่ามันจะอยู่ไกลสักแค่ไหน เพราะเวลาไม่ปรากฏอยู่จริง dose not exist ใช่เราเคลื่อนไปในเวลา มีอดีตมีอนาคต แต่ทั้งหมดมันเป็นหนึ่งเดียวกันในขณะนี้ now! เวลาคือ static “สถิต” spiral “พลวัต” อย่างเราอยู่ตรงนี้ (บนสไปรัล) และในอนาคตก็มาอยู่ตรงนี้ (บนสไปรัลอีกชั้นหนึ่ง) แล้วก็มีอดีตอยู่ชั้นล่างนั่น แต่สไปรัลมัน stand เป็น standing wave อยู่เสมอ ดังนั้นถ้าคุณออกไปจากร่าง ร่างกายคุณก็ไม่ได้แตกหักเสียหายอะไร มันทำไม่ได้ ร่างกายถูกกระทบอย่างแรง ล้มนอนอยู่ แล้วร่างกายก็ผลิตเอ็นดรอฟิน endorphins หรือมอร์ฟีน ซึ่งมันจะผลิตต่อเมื่อร่างกายอยู่ในสภาวะถูกกระทบอย่างแรง (slash) อย่างใน ME myalgic encephalomyelitis, chronic fatigue syndrome จะมีเอ็นดรอฟินส์มากมาย คุณมองอะไรไม่เห็น ทำอะไรไม่ได้ต้องลดเอ็นดรอฟินส์ลงก่อน ร่างกายถึงจะกลับมา แต่ในช่วงผลิตเอ็นดรอฟินส์คุณไม่เห็นอะไร หรือคนเป็นเอดส์ คุณก็ไม่เห็นอะไรด้วย มันมีเอ็นดรอฟินส์เต็มไปหมด ดังนั้นเขาจึงบอกกันว่าเอดส์สามารถจะ Decades before Manifest ขึ้นอยู่กับว่าร่างกายเตรียมสำหรับการสกัดกั้นได้นานแค่ไหน อาจผ่านไปหลายปีถึงมีอาการ ซึ่งก็คือร่างกายหยุดสกัดกั้นแล้ว ร่างกายปล่อยให้ทุกอย่างออกมา แล้วถ้าตอนนั้นคุณบำบัด การรักษาจะเป็นไปอย่างรวดเร็วมาก เพราะคุณกับร่างกายคุณทำงานร่วมกัน มันมีหมายเสมอนั่นแหละในการที่จะให้ร่างกายร่วมมือด้วย แต่เก้าในสิบมันไม่เกิดขึ้น มันจะเป็นการที่คุณอยากรักษาให้หาย คุณกินยา แต่สำหรับร่างกายแล้ว ร่างกายคิดว่าสำหรับฉันมันไม่มีอะไรผิดปกติ ฉันไม่ได้อยากร่วมมือกับคุณ คุณจะต้องทำให้เค้าร่วมมือให้ได้ เพราะคุณไม่ได้เป็นร่างกายของคุณ คุณแค่อาศัยอยู่ในร่างกาย มันต่างกัน แต่ถ้ามีอาการผิดปกติ อย่างเกิดความเจ็บป่วย โรคภัยขึ้นในร่างกายคุณเมื่อไหร่ก็ตาม นั่นแปลว่าร่างกายของคุณกับวิญญาณ soul ไม่ได้เชื่อมโยงกัน แล้วสิ่งที่ต้องการการเยียวยาก็คือวิญญาณ ซึ่งก็รู้กันอยู่ เราทุกคนสามารถรักษาตัวของเขาหรือเธอเองได้ แต่มันไม่ใช่แค่ตัวเขาหรือวิญญาณเธอ ที่จะทำอย่างนั้น แต่จะทำได้ผลจริงก็ต่อเมื่อ วิญญาณมีสติปัญญา? capable to do!! ดังนั้นเราจึงต้องมองไปที่ทุกสิ่งทุกอย่างตลอดเวลา ต้องมองที่เงื่อนไขสิ่งแวดล้อม สถานที่ทำงาน Idiopathic? ช่วงวัยของชีวิต สารเคมีในอากาศ ฯลฯต้องมองทุกอย่าง และมันก็ไม่มีอะไรเป็นความจริงเดี่ยวๆ ด้วย (ประมาณเป็นเหตุเพียงประการเดียว) ความจริงหลายด้าน (44?) อย่างไรก็ตามข้อมูลมันมีเยอะ ผมก็เลยเอาลูกบาศก์มาเป็นสัญญลักษณ์ของความเป็นจริง ก็ถ้าด้านนี้มันสี คนที่ยืนตรงนี้ก็จะบอกว่าลูกบาศก์นี้สีเหลือง คนยืนตรงโน้นก็จะบอก ไม่ใช่อ่ะ นี่มันสีน้ำเงิน นี่ก็แดง นั่นก็เขียว แต่ถ้าคนที่ยืนนี่ขยับจุดยืนไปนิดนึง ก็จะได้เห็นความเป็นจริงมากขึ้น เขาก็จะเห็นสองด้าน และด้วยการเคลื่อนที่ คุณได้ขยาย (ข้าม?) ขอบเขตจิตสำนึกของคุณ ไม่ว่าคุณจะขยับไปด้านไหน แล้วทั้งหมดมันจะนำพาไปสู่ด้านบน ซึ่งข้างบนมันเป็นสีขาว แต่สิ่งหนึ่งที่คุณไม่มีทางเห็นเลยก็คือด้านที่อยู่ข้างล่าง (ถูกปิดทับไว้) มันดำมืด และเป็นที่ซึ่งข้อมูลทั้งหมดออกมา ถ้าคุณนำสัญญลักษณ์ลูกบากศ์นี้เข้ามาในโลกกายภาพ ซึ่งมันมีรอยแตกอยู่ มันจะเป็น foundation เสมอ (ฐานราก) ซึ่งมันก็คือ force คือพลัง ถ้าคุณมีรอยแตกแยกที่ฐานราก คุณจะมีรอยแยกที่โครงสร้างทางกายภาพ และ physical foundation ที่พูดถึงนี้มัน invisible (ไม่สามารถมองเห็นได้) แต่ไม่ใช่ unmeasurable ดังนั้นคุณก็ต้อง shift you position ยกเคลื่อนตำแหน่งที่คุณอยู่ เพื่อจะข้ามขอบจิตวิญญาณของคุณ ถ้าคุณไปที่สูง จิตวิญญาณคุณก็สูงขึ้น แต่หากจะเข้าหารากฐานแล้วล่ะก็ คุณจะต้องลงลึก แล้วถ้าคุณลึกถึงแกน...ดังนั้น เคล็ดลับก็คือการสืบค้นเรื่องแสงอยู่นั่นเอง เกิดอะไรผิดพลาดขึ้นกับแสง บางทีคนเรามีปัญหากับเพื่อนบ้านแล้วทำให้ป่วย เรื่องนั้นเรื่องนี้ อาจจะโยงไปถึงแม่ของคุณหรือเพื่อนบ้าน หรือใครต่อใคร คุณจะสามารถเกี่ยวโยงถึงได้ เพราะว่าคุณได้สร้างการเชื่อมต่อเอาไว้ ถ้าร่างกาย (กายภาพ) ได้สร้าง connection แล้ว ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับสิ่งที่คุณเชื่อมต่ออยู่ก็จะกระทบถึงคุณทันที อย่างเช่น เราอยู่ด้วยกันในห้องนี้ แล้วมีคนตอกตะปูอยู่ตรงข้างฝา (นอกห้อง) มันจะไม่ทำให้ผมได้รับบาดเจ็บ แต่เมื่อไหร่ก็ตามผมไปเชื่อมต่อกับฝาผนังด้านนั้น (เอามือไปทาบ) make a connection ตะปูที่ตอกก็อาจจะทะลุเข้ามาถึงฝ่ามือผมได้ วิธีที่ปลอดภัยคือดึงมือคุณกลับออกมาซะ ตัดการเชื่อมต่อนั่น cut the connection แล้วการเชื่อมต่อนี้ก็มีหลายระดับ ที่พูดมานี่เป็นประเภทของการเชื่อมต่อที่คุณไม่ต้องการ แต่อย่างไรก็ตามบางครั้งเราถูกโปรแกรมให้ตัดการเชื่อมต่อ disconnect มีเรื่องเล่าพื้นบ้าน ความเชื่อมากมาย ว่าเราถูกโปรแกรมให้ทำตาม แล้วเรื่องเหล่านี้ก็ทำให้เราป่วย โดยการถูกกระทำ (อย่างการสาปแช่ง โดนของ?) เรื่องพวกนี้ถูกเก็บอยู่ในชีวิตคุณ เหมือนระเบิดที่ซุกซ่อนอยู่รอวันส่งผลกระทบต่อคุณ ดังนั้น ตัดมันไปซะ มันจะได้ไม่ส่งผลต่อคุณ คุณจะได้เปล่งแสง สว่างกระจ่างขึ้น เพราะวิญญาณของคุณถูกกระทำโดยสิ่งเหล่านี้ ทีนี้เมื่อระบบของคุณฟังก์ชั่นเหมาะสมแล้ว ร่างกายของคุณก็จะเห็นโดยอัตโนมัติว่าปัญหาอยู่ตรงไหน มันเป็นระบบแยกแยะ วินิจฉัย แต่เราทั้งหลายก็ถูกครอบงำโดยรัฐบาล ว่าเราไม่สามารถจะวินิจฉัยด้วยตัวเองได้ เราก็เลยไม่ทำ แต่ต้องทำ!! ร่างกายของคุณจะต้องบอกคุณว่าอะไรถูก อะไรผิด ถ้าไม่อย่างนั้นมันก็ทำอะไรไม่ได้ ถ้าแยกแยะไม่ได้ก็กลายเป็นก่อการร้าย แล้วเราก็ก่อการร้ายไปทุกเรื่อง ในเรื่องที่เรารู้ว่ามันไม่ดีกับเรา บางทีร่างกายก็หลงลืมไป บางทีก็ไม่ยอมสร้างทดแทนใหม่อีกแล้ว (regenerateเซลทุกเซลไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากแสง ไม่ได้เป็นอะไรอื่นนอกจากดวงดาว มันเป็นดวงดาวจริงๆ กระบวนการในเซลทั้งหมดเกี่ยวโยงกับแสง บ่งชัดว่าเป็นดวงดาว แล้วเราทั้งหลายก็รู้ว่าดวงดาวนั้น regenerate ทุกอย่าง แต่ร่างกายเราไม่ได้ทำอย่างนั้น เซลก็ไม่ทำ พวกมันหยุดไปเฉยๆ บางทีผมก็คิดนะว่า เราต้องตายเพียงเพราะว่าเราอยากตาย (expect to die) นั่นก็เป็นรูปแบบของพลังอีกแล้ว เพราะตั้งแต่เราเชื่อมต่อโยงใยผ่องถ่ายพลังกันไปหมดทั้งจักรวาล แล้วเราก็ต้องรู้จักพอ ต้องหยุดที่จะ input เพราะพลังงานมันมากเกินไปแล้ว และเพื่อจะทำการ regenerate หรือสร้างขึ้นมาใหม่ด้วย ต้นฉบับบอกไบโอโฟตอนแผ่รังสีโดยดีเอ็นเอ แต่ในครอสการเรียนในมหาวิทยาลัย มันมีคำถามว่าไบโอโฟตอนมาจากไหน ก็บอกว่าใช่ดีเอ็นเอ originate ขึ้นมาโดยการ emission แต่ผมไม่ค่อยพอใจกับคำตอบนี้เท่าไหร่ ผมอ่านมามากกว่า 25000 หน้ากระดาษ เป็นเรื่องโรคเรื้อรัง (chronicle illness) หรือพวกโรคร้ายแรงต่างๆ ผู้ป่วยหายอย่างเป็นปาฏิหารย์ 95% เป็นประสบการณ์อันน่าอัศจรรย์ แล้วพวกเขามักบอกว่าพระเจ้าอำนวยพร ผมก็เลยโอเคงั้นพระเจ้าก็จะอยู่กับผมต่อไป บางทีนะครับ แค่บางที มันอาจจะไม่ใช่การแผ่รังสี emission แต่เป็นการสะท้อน reflection ของแสง ของ soul กับเซล เพราะว่าในการสะท้อนมันมีเพียงหนึ่งเดียว เพราะตอนที่เค้าเห็นว่าแสงออกมาจากเซล แต่แสงอาจจะมาจากแห่งกำเนิดอื่นก็ได้ภายนอกเซลนั่น แล้วมาส่องสว่างอยู่บนเซล แล้วก็สะท้อน ผมคิดกับมันอยู่ เรามีการสะท้อน เรามีปาฏิหารย์ แล้วก็วิญญาณซึ่งเป็นส่วนประกอบของพระเจ้า มองย้อนไปนานนับปีที่ผมมีบทสรุปว่า มันจะต้องเป็นแสงของวิญญาณ the light of the soul ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น ผมก็จะทำให้มันใสกระจ่างได้เสมอ!! แต่ไม่ใช่ผมไปรักษาคุณนะ คุณต้องรักษาตัวคุณเอง แต่จะช่วยให้คุณสามารถทำอย่างนั้นได้ แล้วผมก็จะเริ่มดูแลระบบฮอร์โมนก่อนเสมอ เพราะว่าการฟังก์ชั่นทั้งหมด ทุกจุด ควบคุมโดยฮอร์โมน และเมื่อผมทำอย่างนั้นแล้ว ในทันทีทันใดผมก็จะได้รับความร่วมมือจากร่างกาย พอระบบฮอร์โมนคลีนแล้วความร่วมมือจะเกิด แต่ก็ไม่ได้เกิดการยอมรับทั้งหมด จะติดขัดตรงจุดที่ร่างกายไม่เชื่อมต่อกับวิญญาณ อันนี้เป็นอีกปัญหาที่เกิดอยู่ ซึ่งทำให้ผมคิดว่าคนหลายคนบนโลกใบนี้ ยังไม่เป็นคนซะทีเดียว ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะทำยังไง แสงก็ไม่ส่งผลอะไรกับพวกเขา สิ่งสำคัญอันดับแรกสุดที่จะเข้าสู่ร่างกาย สู่กายภาพคือ Pituitary Gland (ต่อมใต้สมอง) ในทาง MD Science ถือเป็นหัวหน้าใหญ่ของร่างกาย chief of body เป็นศูนย์กลางของ discommendation (การไม่ส่งข้อมูล) ถ้าคุณอยากให้ร่างกายรักษาตัวเอง ตรงนี้เป็นจุดแรกที่ต้องทำให้ถูกต้อง จุดที่สองคือ Pineal Gland (ต่อมเหนือสมอง) แต่ต่อมใต้สมองมันสำคัญมากๆ แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกับต่อใต้สมองของพวกเราล่ะ มันพิการไปเพราะผลกระทบจากโปลิโอ ซึ่งทำให้มันพิการไปได้ในทุกกรณี มันทำให้เป็นอัมพาต (paralyze) แล้วในขณะที่เป็นอัมพาตก็ไม่ส่งไม่สื่อสารอะไร อันทำให้ร่างกายคุณเข้าสู่สภาวะเสื่อมถอย (degenerate) ทั้งที่มันควรจะสร้างเสริม (regenerate) อย่างบางทีตรงลำคอ ระบบป้องกันการติดเชื้อ มันทำให้ระบบเมตาบอลิซึ่ม (Metabolism) ทั้งหมดกลายเป็นอัมพาต มันบิดเบี้ยว บกพร่อง ซึ่งถ้าระบบเมตาบอลิซึ่มของคุณมันไม่ฟังก์ชั่นทำงานตามหน้าที่ ก็อาจจะเป็นโรคกระดูกลีบ(osteoporosis) ข้อต่ออักเสบ(arthritis) นิ่วในถุงน้ำดี(gall stone) นิ่วในไต(kidney stone) ทั้งหมดมันเกิดจากเหตุของความไม่เชื่อมโยงของกายกับจิต affectionate แต่นั่นเป็นเพียงระดับกายภาพ มีการอาการมากกว่า 100 ประเภท ที่อยู่ทั้งสองด้านคือทางกายภาพ กับทางอารมณ์ spiritual ดังนั้นทุกคนจะมี remedies ที่จำเป็นเฉพาะของแต่ละคนในการที่จะใช้คลีนระบบฮอร์โมน แต่ไม่มีใครทำการตรวจวินิจฉัยอย่างนี้อีกแล้ว เมื่อพบว่าร่างกายยังมีพิษต่อเนื่อง เพราะว่าทุกสสารมันเป็นพิษทั้งนั้นถ้ามันไม่ใช่ส่วนของร่างกายเอง เศษขนมปัง ผัก ก็เป็นพิษ มันจะไม่เป็นพิษก็ต่อเมื่อมันเข้าสู่กระบวนการเมตาบอลิซึ่ม เพราะมันเป็นกระบวนการย่อยสลาย เพื่อเปลี่ยนมันให้เป็นสิ่งที่ร่างกายเอามาใช้ประโยชน์ได้ แล้วอะไรที่ร่างกายใช้ไม่ได้ก็จะถูกเลือกออกไป ร่างกายจะไม่ดูดซึม แล้วเราก็ไม่ได้มีกระบวนเมตาบอลิซึ่มนี้เฉพาะแต่ในทางกายภาพ แต่มีกระบวนการนี้ในทางอารมณ์ด้วย มันต้องมีการย่อยสิ่งต่างๆ ทั้งระดับกายภาคและไม่ใช่กายภาค หากคุณอนุญาติให้ผ่านเข้ามาโดยไม่ผ่านกระบวนการก็เรียกได้ว่าคุณกำลังวางยาพิษร่างกายตัวเองซึ่งปัญหาหลักจริงๆ ของโรคเอดส์ เพราะว่าใครเป็นกลุ่มเสี่ยงโรคเอดส์ พวกรักร่วมเพศ พวกเขาฟังก์ชั่นผิด มันไม่ผ่านกระบวนการ หรือคุณจะดูที่ IV หรืออะไรก็ตาม คุณเป็นพิษ เพราะมันไม่ผ่านกระบวนการเมตาบอลิซึ่ม แล้วเอดส์ก็โอเว่อร์โหลดจากพิษโปรตีน (flour protein) ในร่างกาย ในเลือด ผมศึกษาจากมูลนิธิเอดส์ พวกวัยรุ่นกลุ่มเสี่ยง โสเภณี รักร่วมเพศ สิ่งที่เดียวที่ทำให้พวกเขาโคม่าคือโปรตีนแป้ง หลายปีก่อนผมทำงานที่โคโลราโดกับผู้ป่วยเอดส์คู่หนึ่ง พวกเค้ามาหา ป่วยหนักมาก จะไปทำblood saturation แล้วจะไปทำ IV ผมบอกถ้าคุณทำอย่างนั้นคุณตายภายใน 24 ชั่วโมง เขาไปทำ แล้วตาย แต่ไม่ได้ตายเพราะเอดส์ เขาตายเพราะร่างกายหยุดทำงาน มันมอดไหม้และเต็มไปด้วยพิษ ดังนั้น..อะไรที่มันไม่ belong ในร่างกาย มันก็ไม่ belong สำหรับ energetic body มันคือพิษ แม่คุณอาจจะเป็นพิษสำหรับคุณ ปู่คุณ พ่อคุณ ใครก็ตามเป็นพิษใหญ่โตสำหรับคุณได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะจากครอบครัว หรือจากเพื่อนข้างบ้าน ทุกสิ่งทุกอย่างกลายเป็นพิษได้หมด คุณจำเป็นต้อง eliminate ขจัดออกไป อย่างถ้าเป็นแม่คุณ ผมเขียนชื่อเธอบนแผ่นกระดาษอย่าง neutralize แล้วผมส่งคืนให้คุณอย่าง opposite vibration (พลังคลื่นตรงกันข้ามกับแม่) ทุกอย่างจะถูกส่งถึงคุณด้วยสัญญาณที่ตรงกันข้าม หากเราต้อง neutralize (กระบวนการที่ทำให้เป็นกลางทางเคมี หรือหักล้างในทางคลื่นพลังงาน)การ neutralize ก็คล้ายกับ exorcises ปราบผี คนไล่ผีปีศาจได้ เมื่อเรียกชื่อมันได้ นี่คือหนทาง ทุกอย่างเหล่านี้มันเป็นปีศาจทั้งนั้น ตราบเท่าที่คุณตั้งชื่อให้มันได้ ก็จะ neutralize ได้ ในท้ายสุดมันก็คือการ ให้ชื่อกับบางสิ่งบางอย่าง อาจเป็นยายคุณหรือใครบางคน แต่ทุกอย่างล้วนมี energetic signature (ลายเซนต์ทางพันธุกรรม) ทุกอย่างมี information package เครื่องมือพวกนี้ instrument ทำอะไรกับชีวิตบ้าง .. สิ่งที่มันทำก็คือสร้างคลื่นที่ตรงกันข้ามขึ้นมาหักล้าง หักล้างตรงกันข้าม ชนิดพอดิบพอดีเสมอ บางครั้งเรามีกระบวนการ mutation (กลายพันธ์) คุณอาจจะมีแบคทีเรียที่เป็นโฮสให้ไวรัสกลายพันธ์ (Methicillin-resistant Staphylococcus aureusMRSA-อ่านรายละเอียดโดยเช็ค google ได้นะคะ) มันเป็นการกลายพันธ์ มันคือไวรัสกลายพันธ์ อาจจะแค่ภายใน 10 วินาที แล้วด้วยเหตุผลนี้ การไปซ่อมรักษามันไม่มีประโยชน์ เพราะมันต้านผิดตัว แต่นี่มันจะเป็นกระบวนการ mutate back (กลายกลับ) ใน remedies และ signature ใน instrument จะ match กันพอดี เมื่อเข้าไปต้านสองด้านอย่างนี้ ผลสุดท้ายก็จะออกมาเป็นศูนย์ คือไม่มีโรคภัย (disease) ทุกอย่างมันมีลักษณะคลื่นของมัน ความถี่ และข้อมูลของมัน ในฐานข้อมูลเหล่านี้ เป็นจุดที่มีโปรแกรมอยู่ และเป้าหมายของการบำบัดก็คือการ deprogram มันมีโปรแกรมเดียวที่ in order ก็คือ god original program และทุกคนสุดท้ายก็ต้องตายในที่สุด ก็ถ้าคุณมีไวรัสในระบบคอมฯ มันไปสร้างปัญหา สุดท้ายคอมคุณก็พัง หรือคุณตายในที่สุด ถ้าคุณ deprogram กดปุ่ม reset แล้วร่างกายคุณก็จะเริ่มฟังก์ชั่นอีกครั้ง ทุกอย่างกลับมาฟังก์ชั่นใหม่ได้หมด ไม่เคยมีคำว่าสายเกินไป เคสที่เลวร้ายที่สุดที่ผมเจอเป็นผู้หญิงแมกซิกัน อายุ 35 มีลูกสามคน เหลือเวลามีชีวิตอยู่แค่ 2 สัปดาห์ เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ผมบอกให้เธอมาหาผมทุกวัน เพราะว่าการเอามะเร็งออกไปเป็นเรื่องนึง แต่การให้ร่างกายเธอมีพลังงานในการที่จะบำบัดรักษา ก็เป็นอีกเรื่องนึง มันใกล้จะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่แล้วผมก็สอนให้ลูกๆ ของเธอทั้งสามคน นวดเท้าให้แม่ คนละสามรอบต่อวัน เธอก็จะได้รับการนวดเท้าวันละ 9 รอบทุกวัน และนั่นทำให้เธอได้รับพลังงาน ในการบำบัด ซึ่งก็ทำไปได้มาก เพราะว่ามะเร็งไม่ใช่โรคภัย มันคือระบบป้องกันร่างกาย (โดยตัวของมันเอง) protection organism of the body และมะเร็งเป็นเรื่อง quality ซึ่งคุณเปลี่ยนแปลงมันได้ จากโมเลกุลสู่โมเลกุล ไม่ทำ bioxydyn , pet (scan) fear นั่นทำลายล้างเลย degenerate มันทำให้ร่างกายคุณแย่ลง เมื่อพยาธิวิทยาเห็นมัน มันก็เสื่อมไปมากแล้ว มันไม่เชื่อมโยงอะไรกับร่างกายคุณแล้ว pep scan fear มันดีถ้ามันพบได้ในทันทีทันใด และอีกครั้งที่คุณจะสำนึกได้ในความคิด ในใจคุณ เมื่อมีบางอย่างเกิดผิดปกติขึ้น ผมมีคนไข้เยอะมาก โดยเฉพาะผู้หญิง เธอมาในที่สุดหลังจากผ่านไปสิบปี สิบห้าปีแล้ว จากการประเมินของผม ผมบอกโอ้ คุณบอกหมอตลอดเวลาเลยเหรอ ผมพบว่าพวกเธอมีความสุขที่สำนึกได้ เพราะเวลาคุณจำได้ คุณจำความรู้สึกได้ คุณรู้สึกยังไงบ้าง ก็มีเพียงแต่คุณเท่านั้นที่รู้ หรือคุณน่าจะต้องรู้!! แต่แล้ว มันก็จะได้รับมาจากการฟัง ฟังเสียง instrument เสียงเครื่องดนตรี มันทำให้เกิดเสียง หรือร่างกายคุณก็ส่งเสียง ไปยัง instrument และเมื่อคุณฟังโทน ฟัง pitch คุณจะเห็น ได้ยินอะไรเยอะมาก แน่นอนเพราะผมทำอย่างนี้มา 25 ปีแล้ว มันอาจง่ายสำหรับผมที่จะพูด แต่สิ่งที่คุณได้ฟังอยู่ตอนนี้มันเป็น knowledge เป็นองค์ความรู้ เป็นความรู้จากความคิด และคุณก็สามารถจะลืมความรู้ไปได้หมด ความรู้มันไร้ประโยชน์ ความรู้ทุกอย่างไร้ประโยชน์ มันจะมีประโยชน์ต่อเมื่อคุณมีประสบการณ์กับมัน มันจะกลายเป็น knowing การรู้ ที่มีประโยชน์มาก จนกว่าจะมีประสบการณ์มันก็แค่ บราๆๆ..ดังนั้นเราถึงบอกว่าจะต้องมีประสบการณ์กับมัน 90% ของนักบำบัดของเราเคยเป็นผู้ป่วยมาก่อน 90% นะ ทั้งในฮอล์แลน นอรเวย์ ญี่ปุ่น จะเคยป่วยมาแล้ว ป่วยเรื้อรัง แล้วดีขึ้นอย่างทันทีทันใดพวกเขาทุกคน (อดีตผู้ป่วยที่กลายมาเป็นนักบำบัด) ทำได้สำเร็จอย่างไม่น่าเชื่อ ผมคิดว่าพวกเค้าเป็นผู้ถูกเลือก เพราะเค้าผ่านการสร้าง(ปัญหา) และแก้ไขไปได้ เขาถึงได้สังเกตเห็นอะไรมากมาย อย่างความตึง และการปลดปล่อย (คุณจะรู้ว่าจุดปล่อยมันอยู่ที่ไหน) ไม่สำคัญว่าจะรักษาหรือการวินิจฉัยจะเต็มที่สักแค่ไหน ทั้งหมดมันไม่มีอะไรสำคัญ คุณแค่ต้องรู้ว่าฟังก์ชั่นคืออะไร? ในครอสของเรามี Energetic Antonyms (พลังด้านตรงกันข้าม) Energetic Physiology (พลังแห่งสรีรวิทยา), Energetic Pathology (พลังแห่งพยาธิวิทยา) ซึ่งมันแตกต่างกันทั้งหมด และเป็น law ของสรีรวิทยากับพยาธิวิทยา นั่นก็แสดงให้เห็นว่าเรื่องราวทั้งหมดมันแพร่ขยายออกไปอย่างไร เป็นปากต่อปาก มีเพียงผู้ป่วยเท่านั้นที่จะต้องรับผิดชอบ คนส่วนใหญ่ถ้าไปถามว่าเป้าหมายในชีวิตของพวกเค้าคืออะไร พวกเค้าจะตอบว่าเพื่อมีชีวิตอยู่รอด (survive) ผมคิดว่าตอบอย่างนี้มันเป็นลบมาก เพราะถ้าคุณยังอยู่ ยังไงคุณก็อยู่รอดอยู่แล้ว ผมว่านั่นมันเป็นเพราะพวกเค้าไม่เคยทำในสิ่งที่ต้องการจะทำจริงๆ ในชีวิต เมื่อเป็นอย่างนั้น ชีวิตก็เลยปฏิเสธการที่จะอยู่รอด นั่นเป็นเพราะว่าเราถูกโปรแกรมมาให้ตกเป็นทาส เซอร์นิโคลัสพูดไว้ในประมาณปี 1700 ว่า Freedom is dangerous (อิสรภาพเป็นอันตราย) เป็นทาสสบายกว่า และคนส่วนใหญ่ก็อยู่กับความเป็นทาส ในระหว่างปีนั้น ประมาณช่วงอีสเตอร์ มันก็เป็นช่วงที่มหาวิทยาลัยกำลังแสวงหานิยามความหมายของ “สุขภาพ” Health คืออะไร? ในช่วงเวลาอันยาวนานที่ปราศจากเสรีภาพ เราก็มาได้ข้อสรุปกันว่า มันคือ “อิสรภาพ” ทั้งหมดมันไร้สติปัญญา... เรามีงานวิชาการตั้งแต่หนึ่งปี หลังจากโปรโมทมหาวิทยาลัย โดยองค์กรมหาวิทยาลัยสากล ในเมืองกราส ออสเตรีย และการสอนที่เราทำกันอยู่ในตอนนี้ก็มีร่วมอยู่ด้วยกับพวกเขา คนต้องการไปนวด (คล้ายเป็นแพทย์พื้นบ้านของทางยุโรป?) แล้วตั้งแต่ปีกลาย เรื่องไบโอโฟตอนได้รับการยอมรับขึ้นมาอย่างทันทีทันใด เราก็เป็นเพียงหนึ่งเดียวที่สอนเรื่องนี้ ผมก็มีประสบการณ์มา 27 ปีศาสตราจารย์ปอปป์ (Dr. Fritz Albert Popp) เป็นผู้ค้นพบไบโอโฟตอน เขาก็ยังมีสถาบันวิจัยของเค้าอยู่ในเยอรมัน แต่พวกเค้าก็เพียงค้นพบและทำวิจัย ระดับพื้นฐาน แต่ไม่มีใครทำ application ผมเป็นแค่คนเดียวในโลก (คิดว่านะ) ที่เอามาประยุกต์ใช้ แล้วคุณจะเอามันไปประยุกต์กับพื้น สัตว์ ปลา อย่างถ้าคุณเก็บแอปเปิ้ลมาจากต้น ใส่ลงไปในถังน้ำ ชาร์ตกระแสไฟฟ้าลงไปสองนาที แอปเปิ้ลจะ stay wood forever! (ได้ออริจินอลของแอปเปิ้ล?!?) แล้วเราก็มี ข้าวโพดซึ่งได้สายพันแท้ (original) แล้วพวกพันธ์ผสม (hybrid) โปรแกรมมาจาก เมล็ดพันธ์ seed เสมอ คุณจะสามารถได้ต้นแบบของมันเสมอ แต่ถ้าคุณมีข้าวสาลีสักสองรวง เอาไปใส่ในน้ำ แล้วทำเหมือนกัน ข้าวจะไม่กลับคืนมาอีก มันเป็นอะไรที่เฉพาะเจาะจงมาก ถ้าคุณต้องการข้าวสาลี คุณต้องทำหมดทั้งสวน ..เราเริ่มตั้งวิทยาลัยกันที่นี่ในซานตาเฟ่ กันใน ปี 2010 ฤดูใบไม้ร่วง เราสามารถจะเริ่มครอสที่ตอนนี้เริ่มไปได้สองสามสัปดาห์แล้ว แล้วผมก็ได้รับอนุญาติจากมหาวิทยาลัยในกราส โดยกระทรวงศึกษาฯ ของออสเตรีย ให้ทำวิทยาลัยที่นี่ได้ ในอเมริกานี้ ถ้าคุณอยากได้ข้อมูลเพิ่มก็ขอให้ไปดูในเวปไซด์ได้ หรือส่งอีเมล์ถึงผมก็ได้ ผมมีชุดข้อมูลให้สำหรับผู้สนใจ ผมคิดว่าตอนนี้เราอยากทำการสาธิตบ้างแล้ว (มีคนถามว่าทำไมต้องทำที่ซานตาเฟ่) ผมคืนกลับมา ผมเคยอยู่ที่นี่ยี่สิบปีที่แล้ว อีกอย่างคืนผมไม่เคยวางแผน แต่คอยเฝ้าดูว่าอะไรจะเข้ามาหาผม แล้วซานตาเฟ่ (รัฐนิวแมกซิโก) ก็มาหาผม ขออีกคำถามนะ ตอนที่คุณแสดง wave form เห็นคุณหย่อนก้อนหินลงไปในบ่อน้ำ แล้วหินกับน้ำในบ่อก็สร้างรูปแบบคลื่น ดังนั้นรูปแบบคลื่นนี้ก็อาจจะเป็นต้นแบบของธรรมชาติหรือรูปแบบออริจินอลที่เก็บอยู่ในหิน อยากให้อธิบายเรื่อง origin ..ครับมันเป็นการ cancel ทำให้มันเป็นกลาง neutralize ตัวอย่างเช่นถ้ามีไวรัส ประเด็นของมันก็คือการออริจเนต เริ่มต้นขึ้นแล้ว อย่างการโยนก็หินลงไปในบ่อ คลื่นอาจจะเกิดขึ้นแล้วหายไปเองได้ แต่ถ้า original มันยังอยู่ ยังไม่ถูก cancel (คือก้อนหินที่ยังจมอยู่ก้นบึง) มันก็จะกลับมา คุณอาจจะโยนก้อนหินอีกก้อนตามลงไป (หักล้างคลื่นกัน) คราวนี้มันก็จะไม่เหมือนเดิม แล้วถ้าคุณโยนหินก้อนนึงลงไปที่ฝั่งนี้ อีกก้อนไปที่ฝั่งนั้น และถ้ามัน matching กันพอดี คลื่นจะเข้าสอดแทรกกัน resonance กัน แต่ถ้ามันไม่เป็นอย่างนั้น มันจะเคออสhttp://www.youtube.com/watch?v=2STCpAJtSRw&feature=related

แสงแห่งชีวิต Biophotons

Biophotons ไบโอโฟตอน คือโฟตอน (อนุภาคแสง) ซึ่งเปล่งออกมาจากระบบขององค์กรชีวิต แม้จะเป็นแสงที่อ่อนมากแต่ก็สามารถตรวจวัดได้ ทำไมไบโอโฟตอนถึงสำคัญ ก็เพราะว่าในทุกๆ เซลของเรานั้นมี ปฏิกริยาทางเคมีเกิดขึ้นประมาณ 100,000 ครั้งในหนึ่งวินาที แล้วก็ไม่มีใครจะสามารถบอกคุณได้หรอกว่าทำไมปฏิกริยาทางเคมีเหล่านั้น มันถึงเกิดขึ้นอย่างถูกที่ ถูกตำแหน่ง และตรงเวลาพอดิบพอดี และถ้าผมบอกคุณว่ามันเป็นการทำงานของโฟตอนซึ่งเข้ามาทำให้ทุกอย่างมันเกิดขึ้น โมเลกุลถูกกระตุ้นโดยโฟตอนจนเกิดปฏิกริยาทางเคมี ดังนั้นก็พูดได้ว่าในทุกๆ เซลเนื้อเยื่อของสิ่งมีชีวิตผลิตแสงขึ้นมา เราทั้งหลายล้วนแหวกว่ายอยู่ในมหาสมุทรแห่งแสง แล้วมันก็เป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะพบเจอกับความมืดที่มืดสนิทอย่างแท้จริง ทั้งความน่าตื่นเต้นที่จริงแล้วมันก็ไม่ได้อยู่ตรงความเป็นโฟตอน แต่มันอยู่ตรง "hight degree of coherence" (ความบรรสานสอดคล้องในระดับสูง) ปฏิกริยาทางเคมี 100,000 ชนิดถูกควบคุมอย่างสม่ำเสมอโดยสัญญาโฟตอน ถูกต้อง แม่นยำ เที่ยงตรง และข้อมูลเหล่านั้นถูกสร้างขึ้นด้วยสนามพลังแม่เหล็กไฟฟ้า (electromagnetic field) แล้วสนามนี้ก็ได้สร้างแบบแผน "pattern" ซึ่งก็เราก็มี spiral dynamical pattern (เป็นลายหนึ่ง) อยู่ในความบรรสานนั้นด้วย ทั้งใน 100,000 ปฏิกริยาเคมีนี้ก็ต้องความเร็วระดับความเร็วแสง (ซึ่งสำคัญมาก) เพราะโฟตอนใช้เวลาเพียง nano second ในการกระตุ้นเซล 100,000 ปฏิกริยาทางเคมี จึงไม่ต้องใช้โฟตอนแสนตัว แต่ใช้แค่ตัวเดียวก็เพียงพอ นี่เป็นส่วนหนึงซึ่งสรุปความจากคำให้สัมภาษณ์ของ Dr.Fritz-Albert Popp ผู้ใช้เวลาในการศึกษาวิจัยเรื่องไบโอโฟตอนกว่า 30 ปี … ณ จุดกำเนิดของชีวิต คุณให้คำจำกัดความของคุณอย่างไร เราคือส่วนประกอบของกันและกัน ทั้งเป็นส่วนประกอบของต้นกำเนิด เราแหวกว่ายอยู่ในมหาสมุทรแห่งสนามพลังแม่เหล็กไฟฟ้า ในคลื่นความถี่หลากหลาย ซึ่งจะเข้าใจ เข้าถึงได้ก็ด้วยการเชื่อมต่อ connection… Dr. Fritz Albert Popp, ได้เคยบรรยายที่มหาวิทยาลัย Marburg ในเยอรมัน ว่าเขาสนใจศึกษาพฤติกรรมของเซลและทดลอง โดย แยกเซลสองเซลออกจากกันและขวางกันระหว่างกันไว้ (opaque barrier) พบว่าเซลปลดปล่อยไบโอโฟตอน อย่างไม่เป็นแบบแผนร่วม (uncoordinated patterns) แต่เมื่อเอาตัวขวางกั้นออกไปแล้ว เซลก็ค่อยๆ ปล่อยโฟตอนอย่างสอดคล้องเป็นระบบ synchrony เซลของเรา ติดต่อกันด้วยแสง Cyril Frank ศาตราจารย์ในภาควิชาศัลยกรรม แห่งมหาวิทยาลัยแพทย์ Calgary’s เชื่อว่า Popp น่าจะถูกต้อง โฟตอนถูกจับแม้กระทั่งในเซลที่เป็นตัวรับ แล้วทำให้มันเปลี่ยนสถานะหรือให้โปรตีนที่แตกต่างออกไปได้ เขาบอกว่า ในการทดลองของเรา เราพยายามมองหาแหล่งที่มาของการแบ่งแยกเพียงเล็กน้อยที่สามารถจะทำอย่างนั้นได้ ส่วนบรรดาพวกนักชีววิทยาสาย orthodox ก็จะเข้าหากายภาพอย่างการไปตรวจวัด ไบโอโฟตอนในอาหาร ผักผลไม้ เนื้อสัตว์ อาหารนานา ที่บริโภคเข้าไป ว่ามีปริมาณโฟตอนเท่าไหร่? หรือหาสารเคมีที่เซลผลิตออกมาเพื่อเพิ่มลดตัวใดตัวหนึ่งอย่างเป็นเส้นตรงเพื่อใช้ในทางการแพทย์ แต่อีกพวกที่เป็นสาย unorthodox บอกว่าการสื่อสารของโฟตอนไม่อาจจะอธิบายได้เพียงในระดับ biological communication แต่เป็นระดับจิตวิญญาณด้วย Scott Hagan นักฟิสิกส์ทฤษฎีจาก British Columbia Institute of Technology บอกว่ามันเกี่ยวข้องกับความลี้ลับของ awareness เขาพูดในฐานะ neurophysiologist “ในทุกๆ กระบวนการ ทุกๆ อะตอม หรือโมเลกุล เป็นไปด้วยตัวของพวกมันเอง” อย่างไรก็ตาม เราไม่สามารถจะบอกว่า unless cells in the brain function simultaneously เป็นส่วนหนึ่งขององค์รวม ไม่มีทางที่ฟิสิกส์คลาสิกจะมาอธิบายอะไรได้ “แต่ในทางควอนตัม มันมีระบบที่จะรู้ถึงองค์รวมของพวกมันได้ ซึ่งเราเรียกว่า “quantum coherent states” ใน state นี้ คลื่นฟังก์ชั่นของอะตอม หรือโมเลกุล blend (combine รวมกัน) เป็นฟอร์มรูปแบบหนึ่ง และเราค้นหา สถานะควอนตัมซึ่งบรรสานสอดคล้องนี้จากระบบประสาทในสมอง มันเหมือนการหาโครงสร้าง (คล้ายโครงกระดูก) ของการทำงานของโมเลกุล ท่อเล็กๆ ที่มาต่อเรียงกัน สลับกัน ระหว่างเส้นสายระบบประสาทอันก่อประกอบความทรงจำขึ้นมา อย่างการศึกษาของ anaesthetics (การศึกษาเรื่องความเจ็บปวด) เป็นไปอย่างมืดบอด เพราะว่า anaesthetic make consciousness evaporate (การศึกษาในเรื่องความเจ็บปวดนั้นทำให้จิตสำนึกเหือดหายไป) Hagan และ Stuart Hameroff ร่วมงานกันที่ center for consciousness studies at the University of Arizona แล้ว Hameroff ก็บอกว่า biophotons อาจจะเป็นตัวควบคุมกระบวนการ collapses ของคลื่นควอนตัมในท่อไมโครทุบุลด้วย นี่เป็นความรู้เดิมที่เคยเชื่อมโยงไว้ในวงน้ำชา สั้นๆ จากบทสัมภาษณ์ในคลิปวีดีโอ ซึ่งหากท่านใดต้องการลงลึกในเรื่องใด สายไหน? ก็ขอเชิญค้นคว้ากันต่อได้นะคะ ในทางฟิสิกส์ ก็จะเป็นเรื่องรายละเอียดของการแผ่รังสีและการสื่อสารภายในเซลซึ่งเมเก็บเอกสารเรื่อง PHYSICAL BASIS OF BIOPHOTON EMISSION AND INTERCELLULAR COMMUNICATION แปดร้อยกว่าหน้าเอาไว้ (ใครสนใจยินดีส่งต่อให้นะคะ..ไปอ่านเอง) เป็นรายงานทางฟิสิกส์ของโรมาเนีย เครดิตภาพประกอบ Schematic illustration of experimental setup that found the human body, especially the face, emits visible light in small quantities that vary during the day. B is one of the test subjects. The other images show the weak emissions of visible light during totally dark conditions. The chart corresponds to the images and shows how the emissions varied during the day. The last image (I) is an infrared image of the subject showing heat emissions. Credit: Kyoto University; Tohoku Institute of Technology; PLoS ONE
จากนี้ต่อไปก็จะต่อด้วยสรุปความเข้าใจจากการฟังAn Introduction to Biophoton Therapy ซึ่งบรรยายโดย Johan Boswinkel นักบำบัดที่ทำการบำบัดมากว่า 25,000 ราย โดยเขาเรียกศาสตร์ประยุกต์ของเขาว่า BIONTOLOGY 
คุณโจฮานบอกว่า Biontology คือการเรียนรู้ความเป็นจริงอ
ันไพศาลของธรรมชาติ ซึ่งก็คือ “แสง” และมนุษย์เราก็คือ Light Being (สัตวแห่งแสง) อันเราจะพบได้จากศาสตร์โบราณหลากหลายไม่ว่าจะเป็นอียิปหรือ Book of Death ของทิเบต ก็ล้วนบอกว่าเราคือสัตวแห่งแสง 
แล้วเราก็รู้กันว่าคนเราคิดด้วยหัวใจ ไม่ใช่หัวสมอง แล้วไบโอโฟตอนก็เป็นตัวที่รันการทำงานทั้งหมด ของร่างกายเรา ไบโอโฟตอนคือ information packaging ซึ่งไม่ใช่คลื่นความถี่ ไม่ใช่คลื่นแสง แต่เป็นแพคเกจของข้อมูล ซึ่งจะสามารถแปรเปลี่ยนเป็นคลื่นความถี่หรือคลื่นแสงก็ได้ถ้าต้องการ อย่างเช่นคุณกับผมดูเหมือนมีระยะห่าง ซึ่งที่จริงมันไม่มี เรารับสัญญาณได้ไกล อย่างพวกสัตว์ก็รับได้ไกลกว่ามนุษย์ ถ้าเราเชื่อมกับจิตของเราได้ เราก็รับแสงได้ เพราะจิตมีการรับที่มหัศจรรย์ ตราบเท่าที่คุณไม่เอาจิตไปไว้ที่สมอง 
ความคิดเป็น “psychological decease” (โห..แรง) ปัญหามันมาจากตรงนั้น เพราะหัวมี limited intellectual แต่หัวใจมี unlimited wisdom ดังนั้นขอให้ฟังหัวใจไว้ อย่าไปฟังสมอง เพราะหัวสมองจะ ignore body เพียงแค่คุณเริ่มต้นคิด การเยียวยาก็หยุดลงแล้ว อย่างในการรักษาเซลมะเร็งเนี่ย เราจะทำได้ดีตอนที่ผู้ป่วยตัดสินใจปล่อยวาง แต่จะไม่ก้าวหน้าถ้าเริ่มกลับไปคิดอีก แล้วก็จะดีขึ้นอีกเมื่อมันมี Harmony ..ความบรรสานสอดคล้องของหัวสมองกับหัวใจ ที่ผู้หญิงจะรู้ถึงความขัดแย้งนี้ดี อย่างถ้ามีสองตัวเลือกแล้วไม่รู้จะเลือกอันไหน อย่าเลือกทั้งสองอย่าง เพราะทั้งสอง choice มันไม่ใช่ ถ้ายังไม่เกิดความบรรสานอย่าเลือก เพราะอะไรที่ใช่ คุณจะรู้เอง แต่ถ้าจะต้องเลือกจริงๆ ก็ให้เลือกอย่างอื่นไปเลย 
เมื่อรับรู้ ----- รู้สึก ---- แล้วก็ทำอะไรสักอย่าง ความคิดมันไม่ได้อยู่ในขั้นตอนไหนเลย ร่างกายคนเรามันไม่ใช่แค่ “กายภาพ” ความเป็นกายภาพมันอาจมีสักแค่ 2% ที่มันรันอยู่เท่านั้น ส่วนอีก 98% เรา no idea แล้ว 2% ที่ว่ารันอยู่นี้ก็รันในระดับสามมิติ ส่วนที่เหลือพวกนักวิทยาศาสตร์บอกมันเป็น Junk DNA (ดีเอ็นเอ ขยะ?) ทั้งที่มันมีฟังก์ชั่นครบ เราหันกลับมาหาแนวคิดเรื่องตาที่สาม เรื่องญาณทัศนะ แต่เราก็ถูกสอนให้ฟังครู พ่อแม่ รัฐบาล มาตลอดแต่ไม่เคยถูกสอนให้ฟังตัวเอง คือฟังทั้งตัวของตัวเอง ประสาทสัมผัสทั้ง 5 เรามีข้อจำกัด ที่เราเรียกว่า 6 senses หรือมันอาจจะเป็น 7, 8, 9... หากมันเป็น observer ในทุกอย่างที่ไกลออกไป ไกลก่อนที่จะมาถึงร่างกาย อย่างในปี 1982 มีการเรียนรู้ในอังกฤษ ซึ่งทำให้เราสามารถพบมะเร็งได้ก่อนจะก่อตัว 9 เดือน แต่ถ้าเอามาเปรียบในตอนนี้ ทุกอย่างมันถูกเร่งเร็วขึ้นหมด คิดว่ามันอาจจะไม่ใช่ 9 เดือนอีกแล้ว อาจจะแค่ 3 เดือนก็เป็นได้


Quantum Consciousness / Orch Or

Orchestrated Objective Reduction of Quantum Coherence in Brain Microtubules: The "Orch OR" Model for Consciousness


A New Marriage of Brain and Computer - Why 'The Singularity" Is Bogus
ขอเชิญชวนผู้อ่านที่สนใจติดตามบล็อกนี้ดู google talk ไปพลางก่อนนะคะ ไว้เมื่อจักรวาลจัดสรรแล้ว เราจะมาคุยกัน


ความทรงจำ ความฝัน ความคิดคำนึง



มีหนังสือคาร์ล กุสตาฟ ยุง ความทรงจำ ความฝัน ความคิดคำนึง ...​(ฉบับแปลโดยพจนา จันทรสันติ) วางอยู่ข้างๆ ...หนังสือเล่มนี้ไม่เคยห่างจากตัวมาได้สามสี่วันคืนแล้ว อ่านต่อจาก surely you're joking Mr. Feynman ..และมันก็น่าแปลกจริงๆ ที่ฟายน์แมน จบหนังสือเล่มสำคัญของเขาด้วยเรื่องราว งานวิจัย rat running ของคาร์ล ยุง

ฟายน์แมนเป็นนักฟิสิกส์ทั้งเนื้อทั้งตัว ทั้งหัวใจและจิตวิญญาณ เขาเขียนบทสุดท้ายเล่าถึงการ ไปเยือนอิซาเลน (คล้ายกับอาศรมฯ ต่างๆ) ว่าช่างเป็นสถานที่ๆ มีความงดงามทางธรรมชาติ เขาไปแช่บ่อน้ำร้อนที่อยู่ริมทะเล ร่วมกับหนุ่มๆ แห่งอิซาเลน แล้วจู่ๆ ก็มีหญิงสาวเดินเปลือยกายเข้ามา ชายหนุ่มทุกคนหันไปมองแล้วก็สัมผัสได้ว่าทุกคนคิด ๆๆ ด้วยความปั่นป่วน รุมเร้า ว่าจะเข้าไปหาสาวแสนสวยเซ็กซี่คนนี้ยังไง ฟายน์แมนก็เช่นกัน เขาครุ่นคิด... แต่แล้วก็มีหนุ่มคนหนึ่งเอ่ยขึ้นว่า เขามาเรียนนวดอยู่ที่นี่ เสนอนวดตัวให้สาวคนนั้น.. แล้วหญิงสาวก็ตอบ Yes!!! โอ้โห...ฟายน์แมนประทับใจในสุดยอดอภิมหามุก ในการจีบสาวแบบถึงเนื้อถึงตัวภายในไม่มีกี่นาทีของหนุ่มอิซาเลน ขณะเดียวกันก็เก็บความคั่งแค้นไว้ในใจ เมื่อหญิงสาวล้มตัวลงนอนเหยียด ยาวบนเบาะริมบ่อน้ำร้อน ชายหนุ่มเริ่มลูบไล้ สัมผัสจากหัวแม่เท้าของสาวเจ้า แล้วบอกว่า นั่นเป็นจุดที่เชื่อมโยงกับ ต่อมพิทาทูอิ ฟายน์แมนไม่อาจควบคุมตัวเองได้อีกต่อไป เขาโพล่งออกไปว่าประมาณ ..บ้ารึเปล่า ไอ้ต่อมบ้านั่นน่ะอยู่ห่างไกลจากหัวแม่ตีนเยอะเลย อะไรประมาณนี้ ... ได้ผล สองหนุ่มสาวมองกลับมาที่เขาด้วยสายตาปานจะกินเลือดกินเนื้อ เขาจึงจำต้องทำทีเป็นนั่งหลับตาตามลมหายใจ อาบไล้ร่างด้วยสายลมแสงแดดต่อไป ทำใจให้สงบไว้...

ฟาย น์แมน บอกว่าอิซาเลนในมุมมองของเขานั้นเป็น "แอร์พอร์ตอันทันสมัยเพรียบพร้อม แต่ขาดอยู่เพียงอย่างเดียวก็คือ เครื่องบินที่จะมาลงที่นี่"

เขาเปรียบเปรยว่ามีผู้คนมากมายพยายาม ชักนำความเป็นจริงทางวิทยาศาสตร์ ให้เข้ามาหา "ความเชื่อ" ของตัวเอง ของพวกนักจิตนิยมทั้งหลาย และกล่าวยกย่องงานวิจัยเรื่องหนูวิ่งของ คาร์ล กุสตาฟ ยุง ว่าเป็นสุดยอดงานวิจัยที่เป็นวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ ยุง มีความเชื่อเรื่องจิตวิญญาณ อย่างชัดเจนที่สุด แต่เมื่อยุงทำงาน เขามี rat running อยู่ในเนื้อในตัวเสมอ

พ่อของยุงเป็นอนุศาสนาจารย์ นิกายโปแตสแตน พ่อจบปริญญาเอกด้านปรัชญาแต่พ่อก็ยุติความทะเยอทะยานในอันที่จะก้าวสู่ความ รุ่งโรจน์ด้วยการแต่งงานกับแม่แล้วมาเทศนาสั่งสอนอยู่ในโบสถ์เล็กๆ ของเมืองเล็กๆ ที่ยุงถือกำเนิด (ปู่ของยุงเป็นลูกนอกสมรสของเกอเธ่ด้วย)

ยุง อาจจะเป็นหนึ่งในเด็กพิเศษรึเปล่าก็ไม่รู้นะ วัยเด็กที่ยุงเล่าไว้ ตั้งแต่อายุสักประมาณ 6 เดือน จนถึง 18 ปี ปฐมวัยถึงวัยเรียนนั้น อ่านแล้วเป็นที่สุดแห่ง synchronicity โดยแท้ การเล่นในวัยเยาว์ที่เป็นเสมือนประตูเข้าสู่จิตไร้สำนึก ทั้งยังค้นพบภายหลังด้วยว่ามีสัญญลักษณ์ที่เป็นหนึ่งเดียวกับพิธีกรรมอัน ศักดิ์จากยุคบรรพกาล

เมื่ออ่านเรื่องความสัมพันธ์ของยุงกับฟรอยด์ ก็พบความเหลื่อมซ้อนในความสัมพันธ์ของยุงกับพ่อด้วย

ยุง เล่าว่าพ่อของเขานั้นเกิด "วิกฤติศรัทธา" อย่างหนักในช่วงสองปีสุดท้ายก่อนที่จะเสียชีวิต ทะเลาะเบาะแว้งกันอย่างรุนแรงในแทบจะทุกครั้งที่พบเจอ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึึ้นก็คือ ยุงจะจี้คำถามตรงไปที่ศรัทธาพ่อตลอดเวลา เมื่อพ่อตอบไม่ได้ก็กลายเป็นความรุนแรง เป็นความพยายามที่จะ "ปกป้อง" แม้กระนั้นพ่อก็ยังพร้อมเสมอในอันที่จะ "เสียสละ" ทุกอย่างเพื่อให้ยุงได้ขึ้นไปถึงยอดเขาสูง และในบั้นปลายชีวิตพ่อก็อ่านงานของซิกมุนด์ ฟรอยด์ อีก

ในความ สัมพันธ์กับฟรอยด์ ยุงสัมผัสได้ว่าฟรอยด์เองก็ไม่พ้นความพยายามสร้างป้อมปราการเพื่อ "ปกป้อง" ในสิ่งที่ตนไม่รู้ เช่นเดียวกับพ่อของเขา ทั้งที่ฟรอยด์ก็แสดงออกชัดแจ้งว่าต่อต้านศาสนา แต่เขากลับรุนแรง จริงจัง ในอันที่ตั้งเรื่อง "เพศ" เอาไว้เป็นแกนกลางทุกอย่าง จนกระทั่งกลายเป็นความ "ศักดิ์สิทธิ์" (แต่ก็เป็นความศักดิ์สิทธิ์ที่จะต้องปกป้อง)

ยุงเองรู้สึกเสมอมาว่าฟรอยด์พยายามจะสร้างให้เขากลายเป็นป้อมปราการที่แข็งแกร่ง ทั้งสายตาที่มองมาประหนึ่งว่าเขา (ซึ่งตอนนั้นอายุประมาณยี่สิบกว่าปี) เป็นพ่อของฟรอยด์ (ผู้อาวุโสกว่าทั้งวัยวุฒิ คุณวุฒิ และประสบการณ์) แต่ในขณะเดียวฟรอยด์ก็หมกมุ่นกับความคิดที่ว่ายุงพยายามทำ "มรณะเจตนา" (การฆ่าทางจิต) เพื่อฆ่าเขา

ยุงก็ไม่รู้ว่าทำไมจึงเกิดเสียงดัง สนั่นขนาดเสียงปืนขึ้นที่บ้านของเขาหลังจากที่พ่อตายไปได้ไม่นาน และแล้วโต๊ะเก่าแก่ที่ทำด้วยไม้แข็งก็แตกร้าว หรือว่ามีดที่ทำจากเหล็กชั้นดีถึงได้แตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยทั้งๆ ที่ไม่มีวัตถุใดไปกระทำ ต่อหน้าต่อตาแม่และยุงที่ยืนอยู่ตรงนั้นแล้ว เสียงดังสนั่นนั้นก็มาเกิดขึ้นอีกครั้งบนชั้นหนังสือของฟรอยด์ขณะที่เขาและฟ รอยด์กำลังถกกันอย่างดุเดือด ปรากฏการณ์เสียงนั้นทำให้ฟรอยด์ถึงกับตะลึงงันไป แล้วยุงก็ยังพูดขึ้นว่ามันจะดังขึ้นอีกครั้ง (ทั้งที่เขาเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองนั้นรู้ได้อย่างไรว่ามันจะดังขึ้นอีก) แล้วมันก็ดังขึ้นอีกครั้งจริงๆ .... ผู้อ่านคงจะพอเดาได้ใช่ไหมว่าฟรอยด์รู้สึกอย่างไรกับยุงที่นอกจากจะไม่ยอม เป็นป้อมปราการปกป้องความ "ไม่รู้" ให้แล้ว ยังกลายเป็นความลึกลับน่าหวาดกลัวซึ่งฟรอยด์ไม่อาจจะหยั่งถึงอีกด้วย

เมื่อ ยุงตีพิมพ์งานชิ้นสำคัญซึ่งทำให้ความสัมพันธ์ของเขาและฟรอยด์ขาดสะบั้นลง ยุงก็ต้อง "เริ่มต้นใหม่" ด้วยความเคว้งคว้างและอ่อนแอในบท "เผชิญจิตไร้สำนึก" ...เขาให้ผู้ป่วยตีความความฝันด้วยตัวของพวกเขาเอง เพราะยุงเชื่อว่า ความฝันเป็นการสื่อสารจากจิตไร้สำนึกของผู้ฝัน ดังนั้นจิตสำนึกของผู้ป่วยเป็นผู้รับสารตรง จะต้องตีความหมายเอง (เขาพิสูจน์แล้วในตีความความฝันร่วมกันกับฟรอยด์และเขาก็พบว่าเขาหลอกฟรอยด์ ได้จริงๆ) อย่างไรก็ตาม ณ ยุคสมัยของเขานั้น ยุงยกย่องว่าฟรอยด์เป็นผู้บุกเบิก เป็นคนแรกที่เปิดยุคสมัยของจิตวิทยาจิตไร้สำนึก ฟรอยด์นำเอา "จิต" เข้ามาสู่วิถีของการบำบัดรักษา ฟรอยด์รู้จักและเข้าใจผู้ป่วยของเขาอย่างแท้จริงและอย่างที่ไม่เคยมีใครเคย ทำมาก่อน

ยุงกลับไป "เริ่มต้นใหม่" ที่ "การเล่น" เมื่อเขาอายุ 11 ขวบ เขาใช้เวลาในช่วงว่างจากงานเล่นสร้างเมืองเล็กๆ จากเศษวัสดุ หิน กิ่งไม้ ฯลฯ และก็ไม่ทิ้งเรื่อง "ความฝัน" และประตูทั้งสองบานนี้เองที่เปิดให้จิตไร้สำนึกสื่อสารแบบหลั่งไหลเข้าหาเขา รวดเร็ว ถั่งถม จนจดบันทึกไว้แทบไม่ทันเลย

เรื่องการเล่นในปฐมวัยน่าสนใจมากจริง เมื่อคืนอ่าน "เผชิญจิตไร้สำนึก" แล้วมึนตึ๊บไปเลย (ก็คงต้องมึน เพราะยุงเองก็มึนหนักจนเกือบจะข้ามเส้นเป็นบ้าหรือบุคคลิกภาพแปรปรวนไปเลย เหมือนกัน เขาต้องคอยย้ำ คอยป้องเทียนเล่มน้อยแห่งจิตสำนึกเอาไว้ บอกตัวเองบ่อยๆ ว่าเรียนจบมหาบัณฑิต เป็นหมอ มีการงานต้องทำ มีคนไข้ต้องดูแล มีภรรยาและลูกๆ กระทั่งถึงกับต้องย้ำเรื่องบ้านเลขที่กันเลยทีเดียว ยิ้มกว้างๆ)


ยุง ในช่วงปฐมวัยนั้น เขาเล่าว่าเกิดความทรงจำเป็นห้วงขณะหนึ่งๆ เขาบรรยายถึงสภาวะ ณ ขณะนั้นๆ ได้อย่างนวลเนียน ละมุนละไม อย่างเช่นสีสรรค์ของแสงที่สะท้อนกับหลังคาเปลรถเข็นเด็ก หรือกลิ่นเส้นผมของพี่เลี้ยงที่อุ้มเขาพาดบ่า รสของขนมปังที่จุ่มนมสดกรุ่นๆ ชุดผ้าดำพิมพ์ลายรูปจันทร์เสี้ยวของแม่ ช่วง 6 เดือนแรกจนถึงหกขวบนี้ ยุงหวาดกลัวโบสถ์คาทอลิกที่แม่พาไปชม แต่ยุงก็ชอบบรรยากาศในโบสถ์ของพ่อเฉพาะช่วงคริสต์มาส นอกนั้นน่าเบื่อหน่าย เขาดื่มด่ำกับพิพิธภัณฑ์มากกว่า (ป้าพาไปและอยู่จนถึงเวลาปิดพิพิธภัณฑ์ เด็กน้อยยุงยืนดูสัตว์สตัฟฟ์ โบราณวัตถุ ปฏิมากรรมภาพเปลือย อย่างละเอียดละออ)

ในวัยประมาณสามสี่ขวบ ได้เกิดนิมิตครั้งแรก อันเป็นนิมิตที่เปี่ยมความหมายและเขาจำมันได้อย่างแจ่มชัด เขาฝันว่าวิ่งไปในทุ่งหญ้ากว้างและพบหลุมลึกรูปสี่เหลี่ยมอยู่กลางทุ่งนั้น พอเขาเดินลงไปก็พบโถงขนาดใหญ่ในวิหาร กับผ้ากำมะหยี่ปูลาดทางเดินสีแดง ไปสู่บันลังก์ทองซึ่งมีลึงค์ขนาดยักษ์นั่งอยู่บนบันลังก์นั้น (ในวัยสามขวบเขาไม่รู้ว่าเจ้าท่อนไม้ปลายเปิดรับแสงนี้อะไร เขาเกิดความหวาดกลัวเพราะคิดว่ามันคือตัวกินมนุษย์)

ยุงเริ่มจำได้ ว่าเล่นอะไรบ้างก็อายุสักประมาณเจ็ดแปดขวบ เขาชอบเล่นก่ออิฐ เอามาสร้างเป็นหอคอยเสร็จแล้วก็ทำลายมันลงด้วย "แผ่นดินไหว" แปดถึงสิบเอ็ดขวบชอบวาดรูปการรบ สงคราม ปิดล้อม ยิงถล่ม ช่วงนี้เป็นช่วงที่พ่อแม่แยกห้องนอนกันและยุงก็เริ่มไปโรงเรียน นิมิตในช่วงนี้ก็จะน่าประหวั่นพรั่นพรึง เหมือนกับสิ่งของหรือสัตว์ที่เขาเห็นในฝันจะค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นและกดทับเขา แล้วเขาก็ป่วยด้วยโรคคอตีบเทียม หายใจติดขัด ที่โรงเรียนเขาก็ดีใจที่มีเพื่อนแต่ก็เล่าว่าเวลาอยู่กับเพื่อนเขารู้สึกสูญ เสียความเป็นตัวของตัวเอง ดูเหมือนว่าความแก่นแก้ว ก้าวร้าวจะค่อยๆ แทรกเข้ามาในบุคคลิกภาพของเขา เขาพาเพื่อนไปเล่นก่อไฟ ช่วยกันเก็บไม้ฟืนมาเติมเชื้อไฟให้ลุกโชนและเขาเท่านั้นที่จะเป็นผู้ดูแลไฟ และเมื่อมีโอกาสได้อยู่ตามลำพัง เขาจะนั่งอย่างสงบบนก้อนหินก้อนหนึ่ง ครุ่นคิด จินตนาการไปว่า "ฉันนั่งอยู่บนก้อนหินนี้ และมันอยู่ข้างล่างฉัน" แต่หินก็อาจจะคิดว่า "ฉันอยู่บนเนินนี้และเขามานั่งทับฉัน" แล้วก็เกิดคำถามกับตัวเองว่าตกลงฉันคือคนที่อยู่บนก้อนหินหรือฉันคือหินที่ เขานั่งทับอยู่ ยุงจำได้ว่าเขารู้สึกฉงนจนต้องลุกขึ้นมายืนครุ่นคิดว่าเขาคือใครกันแน่ เขากับก้อนหินมีความสัมพันธ์กันอย่างลี้ลับและเขาสามารถนั่งดื่มด่ำอยู่กับ ปริศนาที่มิอาจไขขานนี้อยู่ได้นานนับชั่วโมง

ดูเหมือนช่วงเก้าขวบ พ่อแม่จะกลับมาคืนดีกัน แล้วยุงก็ได้น้องสาวที่อายุห่างกันเก้าปี...

ยุง เริ่มเบื่อหน่ายโรงเรียน โดยเฉพาะคณิตศาสตร์ พีชคณิต ยุงสับสนเรื่องการนับจำนวนตัวเลข และการใช้สัญญลักษณ์เพื่อแทนค่า (แอปเปิ้ล ดอกไม้ ฯลฯ) แล้วนำมาคำนวณตามสูตรคณิตศาสตร์ แต่ที่เขาบอกว่าหงุดหงิดที่สุดก็คือประโยคคณิตศาสตร์ อย่าง a=b และ b=c ดังนั้น a=c เพราะโดยคำจำกัดความ a ก็หมายถึงสิ่งที่ต่างจาก b อยู่แล้ว ดังนั้นจะเอา a กับ b ไปเทียบว่าเท่ากันได้ยังไง การบอกว่า a=b ก็เป็นการโกหกหน้าด้านๆ พอๆ กับที่ครูบอกว่าเส้นขนานสองเส้นจะไปบรรจบกันที่จุดอนันต์

แล้วเพื่อน นักเรียนคนอื่นๆ ก็ทำทีเหมือนกับว่า "เข้าใจ" เรื่องเหล่านี้ ส่วนยุง "ไม่มีความสามารถเชิงคณิตศาสตร" ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เขาไม่เข้าใจเลยว่าครูเขียนสัญญลักษณ์ขยุกขยิกบ้าบออะไรลงบนกระดานดำ หนำซ้ำ ในวิชาวาดเขียน ครูพยายามให้เด็กๆ วาดภาพตามแบบ ขณะที่ยุงกำลังสนุกสนานกับภาพในจินตนาการ ความสามารถทางศิลปะก็เลยถูกตัดสินว่าสิ้นไร้ไปด้วยทันทีที่ครูเอาหัวแพะมา ตั้งเป็นแบบให้ยุงวาด เขาสิ้นหวังกับโรงเรียนแล้ว และเมื่อเพื่อนคนหนึ่งมาผลักเขาจนล้มหัวฟาดขอบทางเท้า ในขณะที่หัวกำลังจะกระแทกพื้นนั้น ยุงแวบขึ้นมาว่า คราวนี้จะได้ไม่ต้องไปโรงเรียนอีกแล้ว ทั้งแกล้งนอนสลบอยู่นานกว่าที่ควรจะเป็นเพื่อเป็นการแก้แค้นเพื่อนคนนั้น

หลังจากนั้นยุงก็จะสลบทุกครั้งที่ต้องไปโรงเรียน หรือต้องทำการบ้านที่ไม่อยากทำ เขาไปโรงเรียนไม่ได้อีกต่อไป พ่อต้องเที่ยวออกปรึกษาหมอหลายแห่งเพื่อรักษาอาการล้มพับสลบเหมือดของเขา แต่หมอทุกคนก็พากันเกาหัว ช่วงเวลาที่ไม่ต้องไปโรงเรียนนี้ยุงมีความสุขกับธรรมชาติ ลานหิน สายน้ำ ป่ากว้าง สมุดบันทึกของพ่อ หนังสือที่มีอยู่ในบ้านเป็นอันมากขณะที่อีก ส่วนหนึ่งของยุงบอกตัวเองว่า เขาสงสารพ่อแม่ที่ต้องเสียเงินทองไป ขณะที่เขาเอาแต่เพลิดเพลินสนุกสนาน และเมื่อแอบไปได้ยินพ่อคุยกับเพื่อนสนิทว่า พ่อเป็นห่วงอนาคตของเขามากเพียงใด เขาก็เลยบอกว่าตัวเองจะเลิกสลบซะที แล้วจะกลับไปเรียนอีกครั้ง ความพยายามจะเรียนหนังสือในช่วงนี้ก็ยังต้องฝืนกับอาการสลบอยู่เป็นพักๆ แต่ความตั้งใจจริงที่จะเรียน ก็ทำให้อาการสลบค่อยๆ ทิ้งช่วงห่างขึ้นเรื่อยๆ จนหายขาดกลับไปเรียนได้ ยอมรับฟังครู ยอมเข้าใจ เท่าที่เพื่อนนักเรียนคนอื่นๆ เข้าใจกันได้ ยุงแทบจะกำหนดได้เลยว่าเขาต้องการให้คะแนนสอบในแต่ละวิชาออกมาเป็นที่เท่า ไหร่ของห้องดี

และเมื่อเกิดความเบื่อหน่ายการเรียนการสอนในโรงเรียน ขึ้นอีก ยุงก็แกะสลักปลายด้านหนึ่งของไม้บรรทัดเป็นตุ๊กตาไม้ ชายชุดดำ ... เขาใส่ชายชุดดำนี้ไว้ในกล่องดินสอ พร้อมเสื้อผ้า และหินที่ระบายสีครึ่งก้อน เอาซ่อนไว้ในที่ลับใต้เพดาน ซึ่งมีเขาคนเดียวเท่านั้นที่จะรู้


สิ่งที่ได้จากการอ่านยุงไปครึ่งเล่มแล้วนี้จริงๆ ก็เป็นเรื่องที่รู้สึกว่าตัวเองจะฝึกอ่อนโยนกับฝันให้มากขึ้น ยุงย้ำว่า ความฝันคือความพยายามในการสื่อสารของจิตไร้สำนึก สู่จิตสำนึก ... จิตไร้สำนึกอันกว้างใหญ่ไพศาลประหนึ่งมหาสมุทร ขณะที่จิตสำนึกนั้นอาจเปรียบได้เพียงน้ำหยดเดียว หากเราใช้ชีวิตจำกัด รับรู้อยู่ในขอบเขตเพียงเท่าที่จิตสำนึกบอกเรา ปิดกั้นเพียงแค่นั้น ชีวิตเราก็คงจะคับแคบ อึดอัดและน่าเวทนานัก เราคงไม่อาจจะตอบคำถามที่มีความหมายอย่างเช่น เกิดมาทำไม หรือในแต่ละขณะ แต่ละสภาวะของของชีวิต ก็ไม่รู้ว่าทำอย่างที่ทำไปทำไม เพื่ออะไร ...

การ อ่อนโยนกับความฝันในทางปฏิบัติซึ่งเมบอกเล่าได้ตอนนี้ก็คือการที่จิตสำนึก รับรู้ จดจำความฝันให้ได้ก่อน (จิตไร้สำนึกพยายามสื่อสารตลอดเวลาเพียงแต่เราไม่เปิดรับฟังเท่านั้นเอง) ไม่ว่าจะเป็นฝันกลางวันหรือหลับฝันตอนกลางคืน
สอง จำได้แล้วก็อย่าพึ่งไปตัดสินว่าเป็นฝันดีหรือฝันร้าย (การด่วนสรุปตีความเร็วๆ อาจจะทำให้ละเลยรายเอียดที่สำคัญๆ บางประการไป ค่อยๆ อ่านค่อยๆ เคี้ยวให้กระบวนการย่อยฝันเป็นไปอย่างละเมียดละมัย)
สาม (อันนี้ส่วนตัว เป็นการบอกตัวเองมากกว่า) การตื่นขึ้นในฝัน ด้วยความหึกเหิม ก้าวร้าวว่า ถือว่าตัวสามารถควบคุมความเป็นไป สิ่งแวดล้อมต่างๆ ในฝันได้ ก็อาจจะไม่ใช่ความอ่อนโยน ไม่เคารพในสารจากจิตไร้สำนึกเพียงพอ การสื่อสารอาจหยุดลงหรือชะลอลงได้

ตอนหนึ่งที่ยุงเล่า เขาได้พบกับครูที่มาในความฝัน เขารู้อย่างชัดเจนว่าครูไม่ได้ "เป็น" หรือ "มาจาก" การสร้างแห่งจิตของเขา เขาน้อมให้ครูเพราะ "สำนึก" ว่าครูไม่ใช่เขา (อย่างไรก็ตามขอละไว้ในฐานที่ไม่รู้ว่าครูอาจจะมาจากหรือเชื่อมโยงอย่างแนบ แน่นกับระดับไร้สำนึกหรือไม่?)
บุคคลิกภาพของคนไข้จิตเภทที่อยู่ในความ ดูแลของยุงก็สอดแทรกเข้ามา "เป็น" ตัวเขาเป็นครั้งคราว ยุงรู้ว่านั่นไม่ใช่ตัวเขา ไม่ใช่ความคิดและบุคคลิกภาพของเขาเลย แต่เขาก็ไม่อาจปฏิเสธ หรือตอบรับทันทีทันใดได้ ต้องอาศัยเวลาในการที่จะค่อยๆ สอดบรรสาน ประหนึ่งค่อยๆ ถักทอจนเป็นเนื้อเดียวมากกว่าที่ทาบเข้ามาทั้งผืน ... นั่นอาจเป็นเหตุให้การบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการปรากฏของครู กับการสอดแทรกทางบุคลิกภาพของคนไข้นั้นมีความต่างอย่างชัดเจนทีเดียว

ความฝันของยุงซึ่งเขาตีความว่า บุคคลิกภาพหมายเลขหนึ่ง (บุคคลิกภาพที่ชัดเจนที่สุดของเขา) เฝ้าประคองเทียนแห่ง "จิตสำนึก" เพราะมีเพียงแสงจากเทียนเล่มน้อยนี้เท่านั้น ที่จะส่องให้เห็นว่าเงาของเราเองไม่ใช่ปีศาจร้ายที่ไหน.....

แล้วก็มาถง "หอคอย" ... เป็นข้อเขียนที่งดงามโดยแท้จริง ช่วงชีวิตวัยหลังเกษียรณ ของคาร์ล ยุง

เขาสร้างหอคอยหินขึ้นมาท่ามกลางมวลหมู่แมกไม้และสารธาร หอคอยแห่งนี้ไม่มีไฟฟ้า น้ำประปา หรือเครื่องมื่อสื่อสารใดๆ ยุงบอกว่าเทคโนโลยีใหม่ๆ รบกวนวิญญาณบรรพชน ยุงบรรยายเสมือนหนึ่งว่าเขาได้อัญเชิญจิตวิญญาณบรรพชนทั้งมวลมาหลอมรวมกัน ไว้ หอคอยถูกสร้างขึ้นหลังจากที่แม่เสียชีวิตไปได้สองเดือน ค่อยๆ สร้าง ค่อยๆ ทำ แกะสลักหิน ก่อประกอบ ตัดฟื้น แบกน้ำ หุงหาอาหาร ด้วยมือของเขาเอง

ขณะ เดียวกันก็ศึกษา ค้นคว้า เรื่องราวบรรพชน และพบว่าความ"เป็น" เนื้อเป็นตัวของท่านทั้งหลายล้วนถูกสืบสานอยู่ในตัวเขา เขากำลังทำงานที่บรรพชนส่งทอดสืบต่อกันมา ไม่มีอะไรที่เป็นของเขาเด็ดขาด เบ็ดเส็ด อย่างความสามารถในการแกะสลักหิน ก็พบว่ามันอยู่ในเลือดเนื้อของปู่ผู้สร้างตราประจำตระกูลขึ้นมาใหม่ หรือกระทั่งความเป็นแพทย์ก็อยู่ในรุ่นก่อนทวดซึ่งมีชื่อเดียวกับเขา "ดร.คาร์ล ยุง" และอีกคนหนึ่งที่ประวัติสูญหายไป ซิกมุนด์ ยุง ... จนกระทั่งถึงพ่อกับแม่

อ่านแล้วทึ่งมาก เป็นสายธารที่สืบเนื่องมา กว่าจะเป็นคาร์ล กุสตาฟ ยุง คนนี้

แรก ทีเดียวเขาสร้างหอคอยอยู่กับครอบครัว แต่หลังจากที่ภรรยาเสียชีวิตไป เขาอยู่คนเดียวเป็นส่วนใหญ่ (ลูกสาวยุงบอกว่า พ่ออยู่ที่นั่นได้อย่างไร มีแต่โครงกระดูทั้งนั้น...ยุงบอกว่าลูกสาวคนนี้มีญาณพิเศษ ด้วยเธอไม่เคยรู้เรื่องราวอะไรก่อนหน้า แต่พอขุดลงไปก็พบเจอซากโครงกระดูกของทหารฝรั่งเศสมากมายอยู่ใต้ดินรอบๆ บริเวณแห่งนั้น) และยุงก็ยังบอกด้วยว่าเขาฝากจิตวิญญาณ งานแห่งชีวิต ไว้กับหิน... อื่ม... นึกถึงชื่อ ดร.สโตน ขึ้นมาเลย..

ครั้งหนึ่งที่ยุงเล่าเรื่องตอนที่เขาป่วย หัวใจวาย ขาหัก เข้าโรงพยาบาล ขณะที่กำลังจะเข้าสู่ความตาย เขาเกิดนิมิตว่า ไปลอยอยู่นอกโลก แต่ก็ไม่ไกลขนาดที่จะเห็นโลกทั้งใบ เขาเห็นเพียงส่วนโค้งของทรงกลม แล้วบรรยายถึงความงาม แสงสีฟ้าของทะเล สีแดงของทะเลทราย ... งดงาม แจ่มกระจ่าง... แล้วเขาก็เห็นมีก้อนหินขนาดใหญ่ลอยผ่านมา ก้อนหินนั้นมีลักษณะคล้ายอุกาบาต แต่ทว่าเมื่อมองใกล้ๆ กับกลายเป็นประหนึ่งวิหาร มีนักพรตฮินดู ห่มขาว นั่งสมาธิอยู่ภายใน แต่พอเข้าผ่านเข้าไป การผ่านเข้าไปนั้นเป็นประหนึ่งการลอกคราบอันเจ็บปวด ความสัมพันธ์กับโลกทั้งมวลขาดสะบั้นลง .. ภายใน เขาได้พบกับรูปปรากฏของหมอเอช(หมอที่ดูแลอาการป่วยของยุงอยู่) ในภาพกษัตริย์สมมุติเทพ มาบอกให้เขากลับไป เพราะงานของเขามีความสำคัญมาก หมอยอมแลกและพร้อมที่ไปแทนเขา...

เมื่อยุงฟื้นคืนกลับมา เขารู้สึกขาดจากโลก ความเจ็บปวดในการลอกคราบตอนละโลก กลายเป็นความสูญเปล่า ยุงต้องกลับมาอีก เขาบอกหมอเอชทันทีที่เจอว่าให้หมอระวังตัว เพราะหมอจะต้องตาย ด้วยจิตไร้สำนึกของหมอได้พบกับเขาแล้ว หากจิตสำนึกของหมอยังไม่อาจเชื่อมโยงหรือรับรู้ในเรื่องดังกล่าว หมอเอชไม่เข้าใจคิดว่าเพ้อเพราะพิษไข้ แล้วหมอก็จากไปจริงอย่างปัจจุบันทันด่วนในวันแรกที่ยุงลุกขึ้นนั่งบนเตียงคน ป่วยได้เอง

วันนี้แชร์กับน้องๆ หิ่งห้อยไปหลังจากเล่าเรื่องนี้ให้ฟังว่า จิตสำนึกที่ไม่อาจเชื่อมโยงกับจิตไร้สำนึกนั้นถูกดับได้ในบัดดล ด้วยจิตสำนึก แสงเทียนอันริบหรี่ที่ถูกจุดขึ้นมานั้นก็เพื่อรับรู้ ส่องแสง ให้ "เขา" (จิตไร้สำนึก?) ได้เห็นและรู้ตัวของเขาเอง เขาทรงพลังอำนาจเกินกว่าที่จิตสำนึกอันน้อยนิดจะจินตนาการได้ เขาเป็นเหตุแห่งการเกิด การดำรงอยู่ และสอดแทรกติดต่ออยู่เสมอ ในหลายๆ ครั้งที่ยุงย้ำว่าความขัดแย้งระดับต่างๆ ของจิตสำนึกกับจิตไร้สำนึก ส่งผลให้เขาเกิดเจ็บป่วยขึ้นมาได้ในบท "การเดินทาง"

แล้วก็ถือส่วนของปัจฉิมพินิจชื่อ "หวนคำนึง" ให้ใหญ่ฟังตอนห้าทุ่ม ชอบบทนี้มาก ด้วยยุงเปิดใจอย่างจริงแท้ ทั้งได้ความรู้สึกลึกๆ ของเขา ยุงผู้โดดเดี่ยว ...จบบทนี้แล้วตามด้วยจดหมายของฟรอยด์ถึงยุง ยิ่งซาบซึ้งนัก ฟรอยด์รับยุงเป็นบุตรบุญธรรมและแต่งตั้งให้เขาเป็น "มงกุฎราชกุมารทางความคิด ทางจิตวิญญาณ" แต่ยุงกลับบอกว่า เขาจะไม่ใช้ชีวิตเป็นกำแพงปกป้องความไม่รู้ของใครหรือผู้ใดทั้งนั้น

ในหวนคำนึง ยุงยอมรับว่าเขานั้นโดดเดี่ยว "ข้าพเจ้าได้ทำให้ผู้คนขัดเคืองใจเป็นจำนวนไม่น้อย เพราะในทันทีที่พบว่า พวกเขามิได้เข้าใจ ข้าพเจ้าก็จะเลิกใส่ใจทันที ข้าพเจ้าจำเป็นต้องรุดหน้าต่อไป และหาได้มีความอดทนกับผู้คนไม่ นอกจากคนไข้ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจำเป็นจะต้องเคารพกฏเกณฑ์ภายในซึ่งดำรงอยู่และไม่เปิดโอกาสให้มี เสรีภาพที่จะเลือก แม้ว่าจะมิได้เชื่อฟังทุกครั้งก็ตาม เพราะเราจะมีชีวิตอยู่โดยปราศจากความไม่คงเส้นคงวาได้อย่างไรกัน" ... (ยุงเรียกว่า "ความไม่คงเส้นคงวาอันศักดิ์สิทธิ์") ... "สำหรับคนบางคนแล้ว ข้าพเจ้ามักจะอยู่ร่วมด้วยและสนิทสนมใกล้ชิดกับเขานานตราบเท่าที่เขายัง สัมพันธ์กับโลกภายในของข้าพเจ้า แต่แล้วข้าพเจ้าก็อาจมิได้ดำรงอยู่กับเขาอีกต่อไป ด้วยเหตุที่ไม่มีจุดเชื่อมโยงระหว่างเราเหลืออยู่อีก"....

ยุงพูด คล้ายกับว่า หากความเชื่อมโยงภายในลึกๆ ระดับไร้สำนึกดำรงอยู่ ความแปลกแยกแตกต่างก็จะเป็นเพียง "บุคคลิกภาพแห่งปัจเจก" แต่หากความเชื่อมโยงภายในระดับไร้สำนึกไม่ดำรงอยู่แล้ว นั่นเป็นการเปิดพื้นที่ให้แก่ "อัตตา"

ในวัยเยาว์ ยุงรู้สึกว่าเขาค่อยๆ แบ่งแยกจากบรรดาพืชพรรณ ส่ำสัตว์ เมฆหมอกควัน และวันคืนเพื่อเข้าหาความเป็นตัวเองอย่างช้าๆ ตรงกันข้ามกับวัยชราซึ่งยุงบอกว่า "ยิ่งข้าพเจ้าไม่แน่ใจในตนเองเพียงใด ความรู้สึกสนิทสนมชิดเชื้อกับสรรพสิ่งก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นเพียงนั้น อันที่จริงแล้ว ดูเหมือนว่าความแปลกแยกซึ่งกั้นขวางข้าพเจ้าออกจากโลก ได้โยกย้ายแปรเปลี่ยนเข้ามาสู่โลกภายใน และได้เผยให้ข้าพเจ้าเห็นถึงความแปลกแยกกับตนเองอย่างคาดไม่ถึง"......

แม่แบบแห่งปัจเจกภาพ .. มณฑลอันศักดิ์สิทธิ์

sum over histories

ผลรวมของอดีต อันรวมศักยภาพความเป็นไปได้ทั้งหมดทั้งมวล The sum over all possibilities and sum over histories: The path integral formulation of quantum theory

พื้นฐานความแตกต่างระหว่างฟิสิกส์คลาสิกกับควอนตัมฟิสิกส์ก็คือความจริงที่ว่า ในโลกควอนตัมนั้น การคาดการณ์อันเที่ยงแท้แน่นอนเป็นเพียง “ความน่าจะเป็น, ศักยภาพของความเป็นไปได้”
ตัวอย่างเช่น อนุภาคซึ่งออกจากเวลา A (tA) –time A ซึ่งมีตำแหน่ง ณ จุด A จะเดินทางไปยังจุด B ในเวลา B (tB) –time B


อนุภาคเดินทางจุด A ไป B

ในฟิสิกส์คลาสิกนั้นเราจะให้คำตอบที่แน่นอนได้ โดยขึ้นอยู่กับเงื่อนไขชั้นต้นของอนุภาคอย่าง อัตราความเร็วและแรงขับเคลื่อน แต่คำตอบกลับเป็นไปได้ทั้ง “ใช่” และ “ไม่ใช่” ในทางควอนตัม มันเป็นเพียงแค่ศักยภาพความเป็นไปได้ที่อนุภาคในคำถามนั้นจะถูกตรวจพบ (ถูกสังเกต) ณ ตำแหน่ง B ในเวลา tB

รูปฟอร์มที่สมบูรณ์ (ใช้การได้) ได้ถูกคิดค้นขึ้นโดยนักฟิสิกส์ชาวอเมริกัน ริชาร์ด ฟายน์แมน เป็นเครื่องมือในการคำนวณศักยภาพความเป็นไปได้ของ กลศาสตร์ควอนตัม สูตรของฟายน์แมนถูก ประยุกต์กับการเดินทางของอนุภาคจาก A ไป B ดังต่อไปนี้

ขั้นที่ 1: ไตร่ตรองถึงความเป็นไปได้ทั้งหมดที่อนุภาคจะเดินทางจากจุด A ไปยัง B ไม่เพียงแต่ในความเป็นเส้นตรงที่น่าเบื่อหน่ายเท่านั้น แต่มันยังมีความเป็นไปได้ที่จะหมุนวนกลับเป็นวงและวิ่งไปทุกทิศทางเบี่ยงเบนไปโดยรอบด้วย


อนุภาคเดินทางจาก A ไป B ตามหนทางอันแตกต่างหลากหลาย

ภาพวาดแสดงซึ่งหนทางที่อนุภาคเลือก มันแสดงให้เห็นหกรูปแบบและอีกอเนกอนันต์ ของความเป็นไปได้ (ยังไม่แสดงถึงการไปเยี่ยมนิวยอร์ก อูลันบาตอร์ ดวงจันทร์ หรือกาแลคซี่ แอนโดรเมดร้า) ก่อนที่มันจะมาถึงเป้าหมายปลายทางของมัน ที่สุดท้ายซึ่งไม่ใช่ท้ายที่สุด มันไม่เคยหยุดให้ข้อมูลเกี่ยวกับอัตราการเคลืี่อน ที่เลย ตอนแรกอนุภาคเคลื่อนที่เป็นแนวโค้ง ซึ่งอาจจะเดินทางเร็วมาก (หันมองตามก็อาจจะคอหักตายได้) หรืออาจช้ายิ่งกว่า หอยทากคืบคลาน หรือในอีกทางหนึ่ง ทางอื่นๆ ซึ่งต่างอย่างสมบูรณ์แบบ เป็นอนันต์ของความเป็นไปได้อื่นๆ จากในขั้นแรกไปสู่ทุกๆ หนทางจาก A ไป B ไม่ว่าจะประหลาดล้ำลึกสักแค่ไหนเราก็อาจจะได้เห็น

ขั้นที่สอง คือเชื่อมโยงกับแต่ละความเป็นไปได้เหล่านี้ (ไม่เฉพาะแค่จำนวนที่เราเรียนในโรงเรียน แต่เรายังไม่มีอารมณ์กับความแตกต่างเหล่านั้นในตอนนี้) ในที่สุดจำนวนก็ถูกเชื่อมต่อ กับความเป็นไปได้ (ที่เราต่อเข้าไป) บ้างก็ผ่าน บ้างก็หักล้างกัน บ้างก็เพิ่มขึ้น (ผู้อ่านอาจนึกถึงคลื่นที่เคลื่อนไปถูกช่องทางแล้ว มันคือตัวอย่างของปรากฏการณ์การสอดแทรก) ผลรวมบอกเราถึงความน่าจะเป็นในการสังเกตอนุภาคซึ่งถูกส่งออกจากจุด A ไปยัง จุด B ในเวลาเฉพาะเจาะจงหนึ่ง นักฟิสิกส์เรียกว่าเป็นผลรวมของความเป็นไปได้ทั้งหมดทั้งมวล หรือผลรวมทั้งหมดของอดีต

อย่างไรก็ตาม การคำนวนเส้นทางทั้งหมดอาจจะเป็นเหมือนมายากล ดังตัวอย่างการนำฟิสิกส์อนุภาค มาจากการรวมกันของทฤษฎีควอนตัมกับสัมพันธภาพพิเศษ การรวมแนวทางสำคัญ เพื่อคำนวนหาความเป็นไปได้ของการส่งผลซึ่งกันและกันของอนุภาค ในเส้นทางที่วางไว้ให้ แต่ถูกตรวจจับได้ ทั้งมีความเป็นระเบียบพอที่จะคำนวน ซึ่งจำเป็น ต้องอาศัยมายากลทางคณิตศาสตร์ ทุกๆ แห่งซึ่งมีสูตรฟายน์แมนจะต้องมีพิกัดเวลา (t) อยู่ด้วย
และ t นี้ก็มีส่วนประกอบรวมคือ i ที่เรียกว่าเป็นหน่วยจิตนาการ (imaginary unit) คือสัญลักษณ์ทางพีชคณิตซึ่งจำกัดความโดยยกกำลังสองลบหนึ่ง (ผลของ i.t เรียกว่า เวลาในจิตนาการ “imaginary time”)

การแทนที่ดังกล่าวดูจะไม่ค่อยเป็นธรรมชาติและไม่น่าเป็นไปได้ แต่มันก็กลับเป็นความสอดคล้อง ที่จะเปลี่ยนพิกัดเวลาไปสู่อีกความเป็นอื่นของพิกัดตำแหน่ง ความจริงที่เกิดขึ้นก็คือสูตรฟายน์แมน สามารถให้คำตอบที่ถูกต้อง ได้รับการพิสูจน์อย่างแน่ชัดแล้วโดยสองนักฟิสิกส์คณิตศาสตร์ Konard Osterwalder จากสวิสเซอร์แลนด์และ Rober Schrader จากเยอรมัน พวกเขาได้ทำการพิสูจน์ทฤษฎี โดยแสดงให้เห็นถึงว่าคุณสมบัติของทฤษฎีควอนตัมและสัมพันธภาพสามารถร่วมกันโดยใช้
สูตรฟายน์แมน บนเวลาในจินตนาการหวลมามองกาลอวกาศเดิม

แนวทางการหลอมรวม เป็นประหนึ่งการกลิ้งไปบนทฤษฏีที่แข่งขันกันของ แรงโน้มถ่วงควอนตัม ในทฤษฎีสตริงค์นำเสนอความเป็นไปได้ของการให้ การปฏิสัมพันธ์แบบสตริงค์ สามารถนำมาคำนวนเป็นการรวมหนทาง รวมความเป็นไปได้ทั้งหมดที่สตริงค์สามารถ เคลื่อนไหวผ่านทะลุมิติหลายของกาลอวกาศ ผลรวมความเป็นไปได้ทั้งหมดทั้งมวล ซึ่งสตริงค์สามารถปรับเปลี่ยนรูปทรงและการสั่นส่าย

ดังนั้น ในบริบทของจักรวาลควอนตัม บางข้อเสนอสำหรับคำถามที่ว่าจักรวาลจะมีจุดเริ่มต้นอย่างไร (โดยรวมเงื่อนไขแรกเริ่มของมันไว้ด้วย) สูตรถูกนำมาใช้รวมหนทางความเป็นไปได้ ทั้งร่วมอยู่และปราศจากปัจจัยปริศนา i ในโครงงานนี้ ความเป็นไปได้ของวิวัฒนาการแห่งจักรวาล สู่ผลลัพธ์ที่แน่นอนซึ่งมาจากการความอาจเป็นไปได้ทั้งหมดของเส้นทางการวิวัฒน์ จากอดีต เงื่อนไขแรกเริ่มจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม การคำนวนขั้นพื้่นฐานสำหรับ การรวมเข้าด้วยกันของแนวทางอยู่ที่ความโค้งของกาลอวกาศแห่งสัมพันธภาพทั่วไป ได้มาเล่นบทนำสู่ปริศนานั้น แล้วก็เช่นเดียวกับที่ผ่านมา เรายังไม่อาจคลี่คลายได้โดยสมบูรณ์

นั่งแปลบทความนี้จาก ไอน์สไตน์ออนไลน์ แล้วก็ไปสะดุดตรง “เวลาในจินตนาการ”
หวนคิดไปถึงเรื่องที่ไบรอัน กรีน เคยบันทึกไว้ว่า “ในทางฟิสิกส์ ปัจจุบันไม่มีอยู่จริง” โดยเขายกตัวอย่างว่าปัจจุบันของคนๆ หนึ่งบนโลกใบนี้ กับปัจจุบันของคนอีกคนหนึ่ง (หากมีอยู่จริง) บนดวงดาวที่ห่างจากโลกนี้ไปไกลสักร้อยปีแสง ปัจจุบันอาจจะดำรงอยู่จริง!!! เอาล่ะนะ ทั้งสองคนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พร้อมกัน และระลึกรู้พร้อมกันว่านี่คือปัจจุบันของเราทั้งคู่ แต่เมื่อใดก็ตามที่เพื่อนต่างดาวลุกขึ้นแล้วเคลื่อนที่ไปในทิศทางที่เข้าหาโลก เขาก็จะมองเห็นโลกในอนาคต (ร้อยปีข้างหน้า) หรือหากเขาเคลื่อนที่ในทิศทางที่ตรงกันข้าม แล้วมองมา เขาก็จะเห็นอดีตของโลกเมื่อร้อยปีที่แล้ว

“i” แทนเวลาในจินตนาการที่มิสเตอร์ฟายน์แมน ใส่ลงไปในสูตรของเขาทำให้เราสามารถ ตรวจวัดตำแหน่งของอนุภาคในกาลอวกาศได้

แล้วการฝึก “อยู่กับปัจจุบันขณะ” ของนักฝึกจิตเล่าอยู่บนฐานความเชื่อไหนกัน???

เมื่อปัจจุบัน ไม่มีอยู่จริง การฝึกอยู่กับปัจจุบันจึงเป็นประหนึ่งการใส่ i ลงไปในสูตรฟายน์แมนรึเปล่า? เราดำรงอยู่ในปัจจุบันนั้นเป็นการ “หยุด” เพื่อที่จะ “รู้” ตำแหน่งแห่งที่ในกาลอวกาศซึ่งไหลเลื่อนเคลื่อนที่อยู่ตลอดใช่หรือไม่?

ทุกครั้งที่เรามองย้อนเข้าไปสำรวจอดีต เราได้ collapsed ให้ปรากฏเพียงเส้นทางเดียว เป็นตามที่มันเป็นมาและจะเป็นต่อไป การ collapsed อดีตก็คือการ collapsed คลื่นความเป็นไปได้ในอนาคต กำหนดให้เหลือเพียงความเป็นไปได้หนึ่งเดียวเท่านั้นด้วยกระมัง?

หากเราสามารถรวมความเป็นไปได้ทั้งหมดของอดีต (sum over histories) โดยเริ่มจากการกลับไปสำรวจอดีตในฐานะของ observer นักสังเกต ผู้เฝ้าดู ซึ่งไม่ใช่เป็นแค่เพียงตัวเรา เป็นแค่เด็กชายเด็กหญิงคนหนึ่งที่เคย ให้ความหมายกับอดีต ตามที่เป็นมา เราก็อาจจะเริ่มเห็นความเป็นไปได้ของอดีตในด้านอื่นๆ ซึ่งจะส่งผลเปิดให้กับคลื่นความเป็นไปได้ แห่งอนาคตใหม่ๆ อันอาจโผล่ปรากฏ

ศักยภาพความเป็นไปได้แห่งอนาคตจะโผล่ปรากฏขึ้นก็ต่อเมื่อเราสามารถรวมความคลื่นความเป็นไปได้ ของอดีต อนาคตจะเปลี่ยน เมื่ออดีตเปลี่ยน โดยเริ่มจาก “หยุด” แล้วหวนกลับไปดูใหม่ด้วยสายตาของนักสังเกตจากปัจจุบันนั้นเอง